
๑๕ ปุจฉาวิสัชนาที่ควรศึกษา (ตอน ๑)
...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉาที่ ๑ : มีวิธีการให้ทุกคนร่วมกันทำความดีเพื่อในหลวงของเราได้อย่างไรครับ
วิสัชนา : ชาวไทยทั้งหลาย... สิ่งสำคัญคือให้ตระหนักถึงความเร่าร้อน ความวุ่นวายของสังคม อำนาจอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือ การขาดความระลึกรู้อันชอบและขาดการนำพาไปสู่การกระทำที่ควร สิ่งที่ทำให้เราขาดความระลึกรู้อันชอบก็คือ สภาพธรรมที่เรียกว่าความลุ่มหลง ความลุ่มหลงเกิดจากความที่เราแสวงหา ความที่เรากระวนกระวาย เร่าร้อน และขวนขวายในสิ่งที่ไม่ควรจนเกินไป สังคมเร่าร้อนมากในเรื่องของความทะยานอยาก เราต้องยอมรับว่า ปัจจัยในชีวิตเราผูกติดไว้กับวัตถุตั้งแต่เกิด แล้วเราก็มองวัตถุเป็นใหญ่ในสังคม วัตถุที่ร้อนแรงในยุค ณ ขณะนี้ การเรียนรู้การศึกษา การประพฤติปฏิบัติทั้งหลายของบุคคลนี่ เราต้องการอย่างเดียว คือ วัตถุ เราทำงานเกือบเป็นเกือบตายทั้งชีวิต เพราะเราต้องการอย่างเดียว คือ ความพร้อมในปัจจัยสี่ เมื่อพร้อมในปัจจัยสี่แล้ว เราก็อยากให้มีมากขึ้น เพราะเรากลัวว่ามันจะหมด เราแสวงหามากขึ้นๆ
มีคนถามว่าคนที่มีความพร้อมสูงในวัตถุทั้งหลาย ทำไมจึงไม่ยุติ น่าจะอิ่ม นัตถิ ตัณหา สมานที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี ผู้มีตัณหาไม่เคยอิ่ม มันเป็นสายดึงเข้าหาตัว เพลิดเพลินเรียกว่า หรรษ ความรื่นเริงยินดี อำนาจราคะมันให้ความรื่นเริง ยินดี เรียก กำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั้น ความหลงอยู่ในกามคุณ ในความเกี่ยวเนื่อง ในความยินดีในกาม มันให้ความเพลิดเพลิน ยินดี มันจึงไม่พอ เหมือนเรากินข้าวอาหารอร่อยทุกวัน เราฟังเสียงไม่เคยอิ่ม อยากฟังเสียงไพเราะทุกวัน ยิ่งไพเราะเท่าไร ยิ่งอยากได้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ยิ่งมีเท่าไร ก็ยิ่งมีความอยากเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความอยากไม่เคยยุติ จุดบรรจบบนความรู้สึกของปุถุชนทั้งหลาย ต้องมีคำว่า สติ เพราะฉะนั้น ปุถุชนทั้งหลายทำไมในทางพุทธศาสนาจึงต้องฝึกฝนให้มีคำว่า สติ ให้มีสัมปชัญญะ คือความระลึกรู้ชอบ มีเพื่อควบคุมการกระทำอันชอบ ให้เกิดขึ้นบนกระบวนการอันให้พอเหมาะพอควร รู้จักความพอเหมาะพอควร สันโดษตามที่ได้มา ตามที่มี หรือตามที่หามาได้ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก ตามกำลังของเขา กับได้มาก็ใช้ตามที่ได้มาตามที่มี สันโดษตามกำลัง มีกำลังขนาดไหนก็ใช้ขนาดนั้น แต่สันโดษอีกตัวหนึ่ง คือ สันโดษแบบรู้จักประโยชน์แห่งธรรมกับการใช้สอยนั้นเป็น ยะถา สารูปะ สันโดษ ก็คือสันโดษ แบบการรู้จักประโยชน์ คือ แม้จะมีมากมีน้อย ก็เลือกใช้ตามประโยชน์อันควร เช่น เราจะกินจะอยู่ก็เพื่อประโยชน์อันควรที่พอเหมาะ ไม่ได้ใช้ตามที่มี แต่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ทีนี้ในตามความจริงของเราทั้งหลาย ถ้าเรามีสติ เรามีสัมปชัญญะ เราก็จะมีปัญญาเกิดขึ้นอำนาจ ปัญญาทำให้เรารู้จักอยู่กับธรรมชาติอันนี้ ที่มีความผันผวน แปรปรวน ก็คือ รูปนาม ขันธ์ห้า เรานี่ คือ โลกนี้ที่แปรปรวนไม่เที่ยงไม่คงทน อยู่อย่างมีความพอเหมาะ ไม่ใช่อยู่อย่างมีความสุขนะ แต่อยู่อย่างมีความพอเหมาะ
สุขนี้มันหาไม่ได้โดยฐานะ เราพูดเชิงโวหารได้ว่าอยู่อย่างมีความสุข คือหาความสุขตามโวหารโลก แต่ความจริงแล้ว ความสุขมันไม่มี เราพูดตามสมมติกันต่างหาก เราอยู่เพื่อบรรเทาความทุกข์ให้มันลดลง พอรูปนี้เกิดขึ้น อำนาจหนึ่งในรูปนี้ก็คือ ความทุกข์ เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ จะบอกว่าอยู่อย่างมีความสุขนั้นเป็นโวหารเท่านั้นเอง ยิ่งเราอยู่ท่ามกลางกองทุกข์กองเพลิงของไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ กองเพลิงของอำนาจความทะยานอยาก กองเพลิงของความผันผวนแปรปรวน กระวนกระวาย ไม่เคยสมประสงค์ ไม่เคยสมปรารถนา และไม่เคยเป็นไปตามจิตที่เราต้องการที่มั่นหมาย เพราะมันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ที่เราจะควบคุมให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ มันเป็นกฎอนัตตา คราวนี้การจะทำให้คนเข้าใจมนุษย์เราปุถุชน พอจะมีความสำนึก พอจะคิดอยากทำความดีขึ้น มันต้องหาสติ สติก็คือความระลึกรู้อันชอบ ความชอบมันจะเกิดขึ้นต้องมีธรรมะ พึ่งตน พึ่งธรรมก็คือหาสติให้กับตัว ถ้าเรามีธรรมะ เราพึ่งธรรมะ เราจะมีอันหนึ่งเกิดขึ้นคือสติและสัมปชัญญะ ควบคู่กันเพื่ออะไร เพื่อควบคุมการกระทำของเราไปสู่ที่หมายของคำว่า ทำนองคลองธรรม จุดมุ่งหมาย ก็คือความสิ้นทุกข์ เราแปลค่าความสิ้นทุกข์ก็คือความสุขที่แท้จริง ฉะนั้นการจะทำให้มีความสำนึกดังกล่าวนั้น มันจะต้องกลับมาให้ข้อคิด มารู้จักพูดคุยในเรื่องของธรรมะ เพื่อแสดงให้เห็นบาปบุญคุณโทษทั้งหลาย ไม่มีใครอยากทำบาป ไม่มีใครอยากเป็นคนชั่ว ไม่มีใครอยากมีความทุกข์มากขึ้น ก็จะนำพากันไปสู่การทำคุณความดีมากขึ้น แต่ถ้าเราขาดสติ เราขาดความสำนึกต่อกัน และเราก็ก้าวกันไปสู่ความหายนะ แทนที่จะชักชวนกันทำคุณความดี แสดงความรู้สึกที่ดีต่อแผ่นดิน ต่อสังคมด้วยมีความกตัญญู เรากลับมาชักชวนกันทำการอันตรงข้ามกับการจะทำความระลึกรู้ความชอบทั้งปวง แน่นอน สิ่งเหล่านี้ อย่างที่เห็นว่า สังคมก็ย่อมมีปัญหามากขึ้น และเราเองแหละต้องมารับปัญหาของสังคมนั้น
ปุจฉาที่ ๒ : ความอยากที่ไม่เคยอิ่ม คงต้องอาศัยธรรมะเป็นเครื่องที่จะทำให้จิตใจของเรานั้นมีคุณธรรมมากขึ้น แต่เราจะให้บุคคลนั้นเข้าถึงธรรมะได้อย่างไร
วิสัชนา : จริงๆ แล้ว ธรรมะไม่ใช่ของไกลตัว ธรรมะคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาพธรรมของเรา คืออยู่ที่ตัวของเรา ที่กล่าวเป็นภาษาโวหารว่า ร่างนี้ยาววาหนาคืบ คือรูปของเรานี้ ที่เราสมมติเป็นตัวตนของเรานี้ ก็คือ ธรรมะ พระพุทธศาสนา เรียนรู้ธรรมะจากอัตภาพนี้ ยาววาหนาคืบนี้ คือจริงๆ ทุกคนนี่ต้องกลับมาหาความจริง ถามตนเองว่า เกิดมาเพื่ออะไรให้ได้ ถ้าเรารู้ความหมายว่า เกิดมาเพื่ออะไรได้นี่ เราจะมีคำตอบที่ดีได้ว่า เราควรที่จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร ถ้าเราไม่เคยคิดเลยว่า เกิดมาเพื่ออะไร ลืมตามาก็วิ่งออกจากบ้านจากเรือน บนวิถีของแรงดึงดูดของสภาพธรรมทั้งหมดทั้งหลาย ว่าเราจะต้องมีหน้าที่อะไร จะต้องทำงานนั้นจะต้องทำงานนี้ หลายคนมาสำนึกเมื่อใกล้ตาย หลายคนสำนึกเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บ หลายคนสำนึกเมื่อทุพพลภาพอยู่บนเตียง ตรงนั้นมันไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าที่ควรแล้ว
อ่านต่อฉบับหน้า







