
ข่าวสั้น
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า
พาณิชย์ถกเอกชนช่วยเอสเอ็มอี
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมจะเรียกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มาหารือเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการที่ยื่นขอความช่วยเหลือกว่า 100 ราย ผ่านโครงการ เอสเอ็มอีโปรแอคทีฟ
ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังไทย ปี 2557 คาดว่าจะขยายตัว 5% มูลค่า 9,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2556 ส่งออกได้ 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกรมเดินหน้าจัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังปี 2557 (BIFF&BIL 2014) ที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1216 มี.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานกว่า 6,000 ราย และมีคำสั่งซื้อภายในงานกว่า 1,000 ล้านบาท
“การหารือจะปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์การส่งออก และผลกระทบจากเหตุชุมนุมทางการเมือง โดยโครงการเอสเอ็มอีโปรเอ็คทีฟ เป็นโครงการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการบุกตลาดในต่างประเทศ และระยะเวลาโครงการ 3 ปี งบประมาณ 300 ล้านบาท ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่พ.ค. 2556” นางนันทวัลย์ กล่าว
สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าภายในประเทศ (งานแฟร์) กรมยืนยันจะยังเดินหน้างานแสดงสินค้าที่จัดประจำทุกปี ไม่ได้มีการเลื่อนหรือยกเลิก เพราะจากหารือภาคเอกชนและผู้จัดงาน พบว่าผู้ซื้อต่างชาติยังมั่นใจและยืนยันการเดินทางมาเข้างานแสดงสินค้าในไทย ซึ่งในช่วงวันที่ 12-16 มี.ค.นี้ จะมีการจัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังปี 2557 (BIFF&BIL 2014) ที่เมืองทองธานี คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานกว่า 6,000 ราย และมีคำสั่งซื้อจากการจัดงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าการจัดงานแสดงจะเป็นการตอกย้ำและสร้างความมั่นใจต่อภาคผลิตและส่งออกของไทย รวมถึงตอกย้ำความเป็นผู้นำอาเซียน และไทยพร้อมเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ขณะที่ ภาพรวมการส่งออกสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังไทย ปี 2557 คาดว่าจะขยายตัว 5% มูลค่า 9,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2556 ส่งออกได้ 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายสุกิจ คงปิยจารณ์ นายกสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองไม่ได้กระทบโดยตรงต่อการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทย ซึ่งจะได้รับผลกระทบต่อเมื่อมีการปิดสนามบิน จนไม่ส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ รวมถึงเกิดการปะทะรุนแรงจนกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ลูกค้าต่างชาติมาไทย ดังนั้นแนวโน้มการส่งออกรวมอุตสาหกรรมฯปีนี้น่าจะโตได้ 5%
“จากการสอบถามผู้ซื้อในต่างประเทศ ยังมั่นใจต่อการซื้อสินค้าไทย และยังไม่เห็นว่าชุมนุมการเมืองจะมีผลโดยตรงต่อการส่งออก เว้นแต่เกิดเหตุรุนแรงถึงขั้นไม่อาจส่งมอบสินค้าได้” นายสุกิจ กล่าว
ร.ฟ.ท.ปรับแบบสายสีแดง
ร.ฟ.ท. เซ็งแผนก่อสร้างรถไฟสีแดงสะดุด หลังไร้รัฐบาลตัวจริง ขอปรับแบบเพิ่มงบ 67 พันล้าน สร้างสถานีกลางบางซื่อไม่ได้
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อรังสิต ว่า ขณะนี้ยังติดปัญหาการปรับแบบก่อสร้างและการขอใช้งบประมาณเพิ่มในพื้นที่บางจุด เพราะการขอใช้งบเพิ่มเติมจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งซึ่งก่อนหน้านี้ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแล้ว แต่ก็ยุบสภาไปก่อนจึงไม่สามารถเดินหน้าได้ ดังนั้นคงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ จึงสามารถเสนอขอวงเงินเพิ่มเติมอีกครั้ง
“ที่จริงเรื่องขอเพิ่มวงเงินการก่อสร้างจะต้องเสร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาก็ต้องรอเสนอ ครม.ชุดใหม่พิจารณา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความล่าช้า หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะการเมืองยังไม่นิ่ง หากทราบว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะจบลงเมื่อไร ก็สามารถปรับแผนการดำเนินงานเพื่อให้สอดรับกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น และสามารถเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดได้ ดังนั้นจึงรอความชัดเจนทางการเมืองก่อน”นายประภัสร์ กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม แจ้งว่า แบบก่อสร้างที่เป็นปัญหามากสุด คือ การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ ที่ต้องปรับแบบใหม่รองรับรถไฟความเร็วสูง โดยจะต้องใช้วงเงินเพิ่มเติมประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาทแต่เมื่อยังไม่มีรัฐบาลใหม่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องการให้การก่อสร้างรองรับไฮสปีดเทรนอยู่หรือไม่ยัง จึงไม่สามารถเดินหน้าก่อสร้างตามแผนงานที่กำหนดได้
“ในพื้นที่ก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อตอนนี้จะเห็นแค่การเกลี่ยหน้าดินเตรียมก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถตอกเสาเข็มได้ ต้องรอรัฐบาลใหม่มาพิจารณาก่อน เพราะหากก่อสร้างตามแบบเดิมโดยไม่เผื่อไว้สำหรับไฮสปีดเทรน เมื่อมีการก่อสร้างไฮสปีดเทรนในอนาคตค่ารื้อสถานีและก่อสร้างจะแพงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว หรืออาจจะต้องสร้างสถานีไฮสปีดเทรนขึ้นมากใหม่ซึ่งจะทำได้ยาก เพราะพื้นที่มีจำกัดดังนั้นหากก่อสร้างรองรับไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่าในอนาคต”นายปรภัสร์ กล่าว







