
"หยวน" อ่อนแค่ชั่วครู่เกมลองใจก่อนจีนปฏิรูปใหญ่
สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดทุนทั่วโลกไม่น้อย เมื่อจู่ๆ ค่าเงินหยวนของจีนจากที่เคยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดทุนทั่วโลกไม่น้อย เมื่อจู่ๆ ค่าเงินหยวนของจีนจากที่เคยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี กลับอ่อนค่าลงไปถึง 1% เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยถือเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 7 เดือน
แม้ว่าจะเป็นการปรับตัวอ่อนค่าลงมาแค่ 1% เท่านั้น แต่ถือเป็นเรื่องใหญ่มากในสายตาของนักลงทุน เนื่องจากเป็นสัญญาณความผันแปรของค่าเงินที่สำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่มีการควบคุมการเปลี่ยนแปลงค่าเงินที่เข้มงวดอย่างพญามังกรจีน
เป็นที่เข้าใจกันในหมู่นักวิเคราะห์ว่าการปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผลมาจากปัจจัยจากตลาดหรือการเก็งกำไรของนักค้าค่าเงิน แต่เป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางจีนลงมากดค่าเงินด้วยตัวเอง เพื่อลงโทษเหล่านักค้าค่าเงินที่เก็งกำไรเงินสกุลหยวนของจีนให้หลาบจำ หลังจากที่ก่อนหน้านี้พากันแห่แหนมาเก็งกำไรเงินค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่อง เพราะดันไปเข้าใจว่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นอยู่ด้านเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าแทรกแซงเพื่อลดค่าเงินหยวนของแบงก์ชาติแดนมังกร จะหมายมุ่งเล่นงานนักเก็งกำไรเป็นหลัก แต่ในอีกมุมหนึ่งนักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างมองว่าอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทางการจีนกำลังเตรียมจะเดินหน้ายกเครื่องระบบการเงินของประเทศครั้งใหญ่
เพราะการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่าลงดังกล่าว กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทดสอบดูว่า หากให้มีการปล่อยเสรีอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตแล้วจะส่งผลเช่นไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลจีนกำลังหันมาเร่งดำเนินนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนครั้งสำคัญ เพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากขึ้น
และยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวลือออกมาหนาหูว่า รัฐบาลแดนมังกรกำลังหมายมั่นปั้นมือที่จะขยายช่วงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของค่าเงินหยวนในแต่ละวันให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ไม่เกิน 1% ไปอยู่ที่ 2% ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็ยิ่งถือเป็นบททดสอบ สำคัญว่า ตลาดจะสามารถรับมือกับภาวะผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนได้แค่ไหน
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย. ปี 2012 จีนได้เคยขยายขอบเขตช่วงการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินหยวนที่จะขยับขึ้นลงได้ในแต่ละวันมาแล้วหนหนึ่ง โดยเพิ่มขึ้นจาก 0.5% ขึ้นมาอยู่ที่ 1%
กล่าวได้ว่า การผลักดันให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างเสรีมากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์แนวทางการปฏิรูประบบการเงินของรัฐบาลจีนโดยตรง
เนื่องจากการทำให้ค่าเงินหยวนมีการเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีถือเป็นการช่วยส่งเสริมให้สกุลเงินของจีนสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินโลก อีกทั้งยังมองไกลไปถึงขั้นที่จะขึ้นมาแข่งขันเทียบชั้นกับเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐเลยทีเดียว
เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้ปัจจุบันจีนจะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเป็นทั้งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นประเทศที่ทำการค้ามากที่สุดของโลกในปี 2012
แต่การหวังจะดันให้เงินสกุล “หยวน” ขึ้นมามีบทบาทเทียบเท่าหรือแซงหน้า เงินสกุล “ดอลลาร์” ของสหรัฐได้นั้น ก่อนอื่นจีนจะต้องเปิดเสรีนโยบายการเงินของตนเองให้มากขึ้น ลดการแทรกแซงค่าเงิน ลอยตัวอัตราดอกเบี้ย และลดการจำกัดการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออกในประเทศเสียก่อน
แผนการที่จะดันให้เงินสกุลหยวนก้าวขึ้นมาเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ซื้อขายและแลกเปลี่ยนในระดับโลกดังกล่าวนั้นไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินจริงนัก
เพราะปัจจุบันทางการจีนเองก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการผลักดันให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการค้าขายและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนสำรองเช่นกัน
เห็นได้จากการเร่งผลักดันการลงนามข้อตกลงสวอปค่าเงินโดยตรงกับธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนค่าเงินกับประเทศต่างๆ ที่ลงนามได้โดยตรง ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐมาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างกันแล้ว ก็ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ หันมาใช้เงินหยวนในการซื้อขายระหว่างกันมากขึ้นในอีกทางหนึ่งด้วย
โดยสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุว่า ในปี 2013 เงินสกุลหยวนของจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นค่าเงินที่มีการใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามหลังเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐ ขณะเดียวกันเงินหยวนก็กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกแล้ว
นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ค่าเงินหยวนมีการปรับเปลี่ยนขอบเขตขึ้นลงตามภาวะตลาดมากขึ้น ก็ยังเป็นการเกื้อหนุนต่อยุทธศาสตร์การปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจจีนที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างฐานการบริโภคจากตลาดภายในประเทศของรัฐบาลในปัจจุบันอีกด้วย
เนื่องจากการปล่อยให้ค่าเงินหยวนสามารถปรับเปลี่ยนขึ้นลงได้อย่างเสรีมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้บริโภคชาวจีนมีความคล่องตัวในการเลือกซื้อสินค้าบริการและลงทุนมากขึ้น เพราะสามารถปรับเปลี่ยนเงินจากสกุลหนึ่งไปยังอีกสกุลหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเงินสกุลหยวนแข็งค่าขึ้น ก็จะยิ่งทำให้อำนาจการบริโภคของประชาชนแดนมังกรเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนับการตอบโจทย์ความต้องการของรัฐบาลที่อยากเห็นการกระตุ้นการบริโภคและจับจ่ายใช้สอยของตลาดภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมุ่งใช้โมเดลการส่งออกสินค้า โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการมีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำ และมุ่งกดค่าเงินให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเข้าไว้ เพื่อจะทำให้สินค้าที่ส่งออกไปขายมีราคาถูก และแข่งขันในตลาดโลกได้
ทว่า โมเดลดังกล่าวนี้ไม่อาจฝืนเดินต่อไปได้แล้วในภาวะโลกปัจจุบัน เนื่องจากจีนตระหนักว่า แม้จะช่วยสร้างการเติบโตขึ้นมาอย่างร้อนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับสร้างผลข้างเคียงเอาไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการกระจายรายได้ ช่องว่างคนรวยจน และปัญหาสิ่งแวดล้อม
มิหนำซ้ำยังทำให้ประเทศอื่นๆ ไม่พอใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสหรัฐ เนื่องจากการมุ่งส่งออกสินค้าราคาถูก โดยใช้การกดค่าเงินให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ในแต่ละปีสหรัฐต้องประสบกับปัญหาขาดดุลการค้าอย่างมหาศาล
แถมยังไปแย่งงานชาวมะกันอีก เพราะโรงงานต่างๆ ในประเทศได้แห่แหนกันมาตั้งฐานการผลิตที่จีนกันหมด เพื่อใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงต้นทุนแรงงานราคาถูกและความได้เปรียบในด้านค่าเงินของจีนที่อ่อนค่ากว่าความเป็นจริง
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ 4-5 ปีที่ผ่านมา สหรัฐกับจีนจึงขุ่นเคืองและขัดแย้งกันในเรื่องประเด็นค่าเงินหยวนของพญามังกรอย่างมาก เนื่องจากมองว่าจีนกำลังเอาเปรียบสหรัฐ
ดังนั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหาลดการเผชิญหน้ากับ “พญาอินทรี” ผู้นำจีนจึงต้องหันมาลดการแทรกแซงค่าเงินลง พร้อมกับปล่อยให้ค่าเงินหยวนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น
จากนี้ไปจึงต้องจับตามองอย่างยิ่งว่า แผนการปฏิรูประบบการเงินและค่าเงินหยวนของจีนนั้น จะทำให้แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของผู้นำแดนมังกรก้าวไปได้ไกลเพียงไร







