
เบี้ยวเงินชาวนาหนี้ครัวเอนรากหญ้าปูด
ภาวะหนี้ครัวเรือนของคนไทยยังคงอยู่ในโซนอันตราย แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือนอาจจะลดลง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ภาวะหนี้ครัวเรือนของคนไทยยังคงอยู่ในโซนอันตราย แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือนอาจจะลดลง เพราะโครงการรถคันแรกและโครงการประชานิยมอื่นๆ ที่เร่งให้ประชาชนเป็นหนี้จบโครงการไปแล้ว
แม้โครงการเหล่านี้จะจบไปจริงๆ แต่ก็มีปัจจัยใหม่ที่จะมาทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไม่ลดลง โดยเฉพาะปัญหาการเมืองที่ลากยาวมานานมากกว่า 3 เดือน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อไร ทำให้ปัญหาการเมืองไปสร้างปัญหาเศรษฐกิจเพิ่ม
หนี้ครัวเรือนของชนชั้นกลางที่เกิดจากการซื้อรถคันแรกก็ยังต้องผ่อนส่งกันต่อไป แต่หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเป็นของชนชั้นรากหญ้า จากโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลค้างหนี้ชาวนา ทำให้ขาดเงินหมุนเวียนและต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ความล่าช้าของรัฐบาลไทยในการจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวกำลังทำให้ไทยมีความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนมากขึ้น ขณะนี้ไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากมาเลเซียเท่านั้น
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่ขยายตัวมาจากหลายปัจจัย อาทิ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำเป็นเวลานานตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ ส่งผลให้ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก หันมาลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำดังกล่าว นับได้ว่าเอื้อต่อการจับจ่ายใช้สอยและการก่อหนี้ของผู้บริโภค
แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ไม่สูงมาก โดยในช่วงระหว่างปี 2551-2555 จีดีพีของไทยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยเพียงประมาณปีละ 2.9% และในปีที่แล้วอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจก็ขยายตัวต่ำต่อเนื่องมากอีก ทำให้ตัวหารสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่ำ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนจึงสูงอย่างรวดเร็ว
หากพิจารณาอัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยในช่วงระหว่างปี 2551-2555 ประมาณ 13.6% ต่อปีนั้น จะพบว่าผู้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และผู้ปล่อยกู้ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (หรือกลุ่มนันแบงก์) เช่น บริษัทบัตรเครดิต ลีสซิ่ง และสินเชื่อบุคคลต่างๆ ส่วนใหญ่มีอัตราการขยายตัวที่ไม่ต่างกันมากนัก ในกรอบประมาณ 13.314.5% โดยอาจจะมีกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่าผู้ปล่อยสินเชื่อกลุ่มอื่นๆ อยู่เล็กน้อย
อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นของกลุ่มรากหญ้านั้น เป็นหนี้ที่ควรจะต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว ยิ่งรัฐบาลจ่ายเงินจำนำข้าวช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้หนี้ของคนกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพีในไตรมาส 3 ของปีที่แล้วอยู่ที่ 80.1% เมื่อเทียบกับ 55.6% ในปี 2551
เฉพาะในปี 2556 นั้น สัดส่วนการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนได้พุ่งขึ้นถึง 8.7% และแม้ว่าระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยจะตามหลังมาเลเซีย แต่กลับมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่เร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
และจากการติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำของ ธปท. เนื่องจากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงไตรมาสแรก ปี 2556 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและการคำนวณของ ธปท. พบว่าสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของภาคครัวเรือนในภาพรวมอยู่ที่33.8% เพิ่มขึ้นจากในปี 2554 อยู่ที่ 29.6% ซึ่งอาจส่งผลกระทบเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง
หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้ตัวเลขการบริโภคของครัวเรือนลดลง ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้อาจจะดูแย่ลงตามไปด้วย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงนอกเหนือจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น คือ ตัวเลขหนี้เสียของสถาบันการเงินที่จะสูงตามกันขึ้นไป
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไตรมาส 4 สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 71,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% และที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไป เพิ่มขึ้นสูงถึง 45.8% หรือมีมูลค่า 10,920 ล้านบาท ขณะที่ยอดค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไปมี 6,638 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.3% สะท้อนให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ครัวเรือนลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง
“แม้ว่าเอ็นพีแอลสินเชื่ออุปโภคบริโภคจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.2% ของสินเชื่อรวม แต่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนลดลง” รายงานระบุ
อย่างไรก็ดี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.เชื่อว่าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนของปีนี้มีทิศทางชะลอลง แม้ตัวเลขของ สศช. ที่รายงานว่า การผิดนัดชำระหนี้และยอดค้างชำระบัตรเครดิต 3 เดือน ปี 2556 จะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันภาพรวมของการปล่อยสินเชื่อบุคคลจากสถาบันการเงินเริ่มชะลอลง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง ส่งผลให้จำนวนหนี้ครัวเรือนอาจชะลอลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ปี 56 ที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อบุคคลจากนโยบายโครงการรถยนต์คันแรกและการใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เริ่มเกิดการผิดนัดชำระหนี้โดยเฉพาะยอดค้างชำระหนี้บัตรเครดิต 3 เดือนเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ(แบงก์รัฐ)และธนาคารพาณิชย์ จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพคล่องรวมถึงการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มากขึ้น
ขณะเดียวกันสิ่งที่สถาบันการเงินได้ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เช่น การติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้มีการผิดนัดชำระหนี้มากจนกลายจนทำให้กระทบเป็นเอ็นพีแอล โดยขณะนี้การผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้และการเกิดหนี้เสียเอ็นพีแอลยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเชื่อว่าสถาบันการเงินยังคงแข็งแกร่งที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้
ทั้งนี้ สศค.ได้ประมาณการตัวเลขสินเชื่อบุคคลปี 2557 อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10% ได้เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อบุคคลเริ่มแผ่วลง หลังจากที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยยอมรับว่าปี 2556 ที่ผ่านมา สินเชื่อบุคคลอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20-30% เนื่องจากประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การปรับแผนแม่บททางการเงินของ ธปท. ที่ส่งเสริมให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะรายย่อย เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น โดยสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ทำไมโครไฟแนนซ์ทำให้การพึ่งพิงหนี้นอกระบบของลูกหนี้ลดลงหันมาพึ่งพาเงินในระบบมากขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะสูงกว่าลูกค้าทั่วไป แต่ก็ไม่สูงเกินเพดานที่ ธปท.กำหนด และแก้ไขปัญหาการทวงหนี้โหด ซึ่งเป็นปัญหาสังคมได้
ในมุมมองของ ธปท. เห็นว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเห็นได้จากสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือน ต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ระดับต่ำ ขณะที่สภาพคล่องของครัวเรือนปรับดีขึ้นเล็กน้อย
และจากการติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำของ ธปท. เนื่องจากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงไตรมาสแรก ปี 2556 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและการคำนวณของ ธปท. พบว่าสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของภาคครัวเรือนในภาพรวมอยู่ที่33.8% เพิ่มขึ้นจากในปี 2554 อยู่ที่ 29.6%ซึ่งอาจส่งผลกระทบเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง
แม้ ธปท. จะปากแข็งว่าหนี้ครัวเรือนสูงไม่น่าเป็นห่วง เพราะยังเป็นหนี้เสียน้อย แต่ในภาพรวมของเศรษฐกิจนั้น เรื่องนี้จะเป็นตัวการสำคัญในการฉุดการบริโภคในประเทศไม่ให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากครัวเรือนต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน จึงจะนำเงินที่เหลือมาใช้จ่าย
ในประเด็นนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชนให้ตึงตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ธปท.จึงจะดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับความสามารถในการใช้จ่ายของภาคประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ
อยงไรกด กอย่างไรก็ดี การที่ธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ที่ให้บริการสินเชื่อรายย่อย ก็จะชะลอการให้กู้ หากลูกหนี้กู้เงินจนจะเกินความสามารถในการชำระหนี้ และภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง จึงทำให้ลูกหนี้เหล่านี้หันไปหาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินใต้ดินที่หาง่าย แม้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยโหด แต่ลูกหนี้บางคนก็ถือคติ เสียดอกเบี้ยแพงดีกว่าเงินขาดมือ
กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แนวโน้มสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยอาจจะยังคงขยับขึ้นไปอีกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้านี้ แต่คงจะไม่เพิ่มในอัตราที่เร็วเหมือนกับในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ สัดส่วนภาระรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนที่ ธปท.รายงานว่า อยู่ที่ประมาณ 33.8% คงจะขยับขึ้นไปอีกตามสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเช่นกัน
หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงนี้ อาจจะไม่น่าเป็นห่วงมากนัก หากรัฐบาลสามารถหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาได้เร็ว แต่หากไม่สามารถทำได้เร็ว จะทำให้หนี้ครัวเรือนกลุ่มรากหญ้ากลายเป็นปัญหาสังคม และอาจจะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า
ที่ผ่านมารัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้การบริโภคในประเทศนำ ซึ่งเห็นผลแล้วว่าทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจริง แต่ก็เติบโตอย่างไร้เสถียรภาพและเป็นอันตรายในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นขาลง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ ธปท. จะกล่าวตลอดเวลาในช่วงนี้ว่า ยินดีจะยืดหยุ่นนโยบายการเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ฉะนั้นการคาดการณ์ว่าการประชุมคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) ในครั้งต่อไป มีโอกาสจะได้เห็นการลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.เกินกว่า







