
แก้ขัดแย้วต้อง"อดทน"
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
หลังจากเปิดตัว “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป” ซึ่งประกอบจากการรวมตัวขององค์กรต่างๆ กว่า 70 องค์กร เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีหลักการคือผลักดันวาระการปฏิรูปประเทศในทันทีโดยไม่ต้องรอให้ฝ่ายการเมืองมาดำเนินการ
ล่าสุด วันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา เครือข่ายได้จัดเสวนาแบ่งปันประสบการณ์ ถอดบทเรียนกระบวนการปฏิรูปภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งก็เข้ากับสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังรุนแรงในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี
อดัม คาเฮน นักออกแบบกระบวนการจัดการปัญหาสังคม กล่าวว่า กระบวนการแก้ไขจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม ไม่สามารถแก้ไขด้วยคนเพียงกลุ่มเดียวหรือแก้ไขรวดเดียวเสร็จด้วยการบังคับ
คาเฮน กล่าวว่า ปัญหาในประเทศไทยมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ต้องทำความเข้าใจว่าชัยชนะของคู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจฟังดูดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ปัญหาจบเสมอไป แต่กลับสร้างปัญหาตามมาด้วยซ้ำเมื่อไม่ได้รับฉันทามติจากทุกคน
“สถานการณ์เมืองไทยมีอยู่ 2 เส้นทาง คือ ต่อสู้และเจรจา เมื่อใดก็ตามที่คิดว่ายังสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ เมื่อนั้นการเจรจาก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นหลายประเทศจึงต้องเกิดสถานการณ์สู้รบก่อนเจรจา ผมอยากจะฝากบางประโยคถึงคนไทยทุกคนว่าการปฏิรูปโครงสร้างบนสถานการณ์ความขัดแย้งสูงและซับซ้อนเกิดขึ้นได้จริง แต่เส้นทางของการปฏิรูปต้องใช้ความอดทน และเส้นทางสายนั้นไม่มีเส้นทางลัด คุณต้องไม่รอและไม่จำเป็นต้องรอคอยให้สถานการณ์นิ่งแล้วจึงเริ่มปฏิรูป แต่คุณสามารถเริ่มปฏิรูปประเทศได้เลยตั้งแต่เดี๋ยวนี้ทันที” คาเฮน กล่าว
ด้าน ไมเคิล วาติคิโอติส ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชีย Centre for Humanitarian Dialogue กล่าวว่า การปฏิรูปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตการเมือง เช่น การชุมนุมประท้วงหรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น อินโดนีเซีย กระแสการปฏิรูปก็เกิดหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พร้อมๆ กับการชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ในที่สุด ประธานาธิบดีฮาบีบีก็ต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเก่า รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามาปฏิรูปประเทศ แก้เกณฑ์เลือกตั้งและปฏิรูปการบริหารราชการ
“แม้รูปแบบนี้จะไม่ได้เกิดจากประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม แต่ในที่สุดอินโดนีเซียก็เลือกใช้รัฐสภาเป็นเวทีในการหาฉันทามติของตัวแทนคนทั้งประเทศ แม้จะไม่สามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อปฏิรูปได้มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการวางรากฐานเพื่อการปฏิรูปประเทศที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังความขัดแย้ง” วาติคิโอติส กล่าว
ขณะที่ วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ทางออกเดียวขณะนี้คือการเจรจาพูดคุยและวันนี้สังคมก็เรียกร้องการเจรจาพูดคุยให้มากขึ้น แต่ปัญหายังเกิดขึ้นเนื่องจากข้อเรียกร้องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากผู้เล่นหลักในความขัดแย้งครั้งนี้ สิ่งที่อยากเห็นคือการพูดคุยระดับสูง คือทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดับแกนนำและของผู้มีส่วนร่วมในสังคม
รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวอีกว่า ความล้มเหลวของการเจรจาระหว่างคนเสื้อแดงและรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2553 เนื่องจากมีการถ่ายทอดสดและแต่ละคนต่างก็มีมวลชนของตัวเองเป็นกองเชียร์ เพราะฉะนั้นการเจรจาที่ประสบความสำเร็จต้องทำการบ้าน สำรวจพื้นที่พอสมควร
“ส่วนการปฏิรูปนั้นจะไม่สามารถหลุดจากความขัดแย้งนี้ได้หากยังมีการแบ่งพวกแบ่งฝ่ายอยู่ เพราะฉะนั้นการออกแบบจึงต้องมีความละเอียด กลไกการปฏิรูป หลักคิดสำคัญคือ 1.ครอบคลุมทุกฝ่ายและมีส่วนร่วม 2.ทำอย่างไรให้มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเจ้าของ สิ่งที่สังคมต้องทำวันนี้ คือบอกคนที่เกี่ยวข้องทุกคนให้เริ่มเจรจาก่อน” วุฒิสาร กล่าว







