
พิสูจน์ฤทธิ์"กอ.รมน."แตะเบรกสงครามกลางเมือง
การออกคำสั่งของ ผบ.ทบ.เป็นเพียงการส่งสัญญาณว่า กองทัพจะใช้อำนาจเท่าที่มีอยู่เพื่อร่วมสกัดปัญหาความขัดแย้ง
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
ฮือฮาและแปลกประหลาดใจกันทั่ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ใช้ตำแหน่งรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ออกคำสั่ง กอ.รมน.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ สอดส่องการยุยงปลุกปั่นคนในสังคมเพิ่มความเกลียดชัง แบ่งฝ่ายเพื่อลดความขัดแย้ง ซึ่งบางครั้งเลยเถิดพาดพิงถึงสถาบัน โดยให้บูรณาการหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เข้าป้องกัน ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง
การออกคำสั่งดังกล่าว ผบ.ทบ.ใช้อำนาจในฐานะรอง ผอ.รมน. ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. มอบอำนาจให้เป็นผู้ปฏิบัติหรือใช้อำนาจแทน ตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อกำกับควบคุมการปฏิบัติงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งกลไกในโครงสร้างนั้น นอกจากศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ในส่วนกลางแล้ว ยังมีการจัดตั้ง กอ.รมน.ภาค 1-4 ซึ่งมีแม่ทัพภาคที่ 1-4 เป็นผู้อำนวยการ
กลไกเหล่านี้ล้วนอยู่ใต้บังคับบัญชาของกองทัพบกทั้งสิ้น ซึ่งการออกคำสั่งดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลก่อนหน้านี้ แต่เป็นการออกคำสั่งตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ตรงไปยัง กอ.รมน.ภาคต่างๆ จนถึง กอ.รมน.จังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ
ถือเป็นการใช้อำนาจตรงของรอง ผอ.รมน. ตามที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน.มอบหมาย แม้จะสามารถบังคับใช้ได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ก็ถือว่าเป็นการใช้อำนาจที่จำกัดเฉพาะ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่หากว่าสถานการณ์นั้นรุนแรงลุกลามมากขึ้น ก็ใช่ว่า กอ.รมน.จะสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้ในทันที
หากจะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เต็ม 100% ซึ่งจะทำให้มีอำนาจห้ามพกอาวุธ ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม สั่งการใช้กำลังทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ ระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือแม้แต่ออกประกาศจับกุมและควบคุมตัวบุคคล ก็จะต้องเสนอแผน แนวทางปฏิบัติ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศใช้ในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น
การออกคำสั่งดังกล่าวของ ผบ.ทบ.จึงเป็นเพียงการส่งสัญญาณว่า กองทัพจะใช้อำนาจเท่าที่มีอยู่เพื่อร่วมสกัดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมิให้ลุกลามขยายวงกว้างไปกว่านี้ ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่มีอำนาจอยู่เดิมในพื้นที่ซึ่งยังไม่ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จะต้องเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ให้มากขึ้น เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์เปราะบางที่ไม่น่าไว้วางใจ ทั้งการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชน การปลุกมวลชนเข้าเผชิญหน้า การจาบจ้วงสถาบัน และการปลุกปั่นแบ่งแยกประเทศที่เพิ่มระดับมากขึ้นๆ
สถานการณ์ระอุที่อาจมีการปลุกมวลชนให้เผชิญหน้ากัน ซึ่งอาจลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองที่ทุกฝ่ายห่วงกังวลอยู่ในขณะนี้ เมื่อกองทัพแสดงบทบาทต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันชัดเจนมากขึ้นเช่นนี้แล้ว จะสามารถระงับยับยั้งสถานการณ์ความรุนแรงจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นรายวัน การใช้อาวุธสงครามก่อเหตุทำร้ายประชาชน ทั้งในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัดได้หรือไม่







