
การก่อการร้ายในตัวเมืองเริ่มแล้ว
ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคุณพ่อคุณแม่ของ ด.ญ.ฬิฬาวัลย์ “น้องฟิต” พรหมชัย อายุ 5 ขวบ ด.ญ.ณัฐชยา รอสูงเนิน อายุ 5 ขวบ ด.ญ.พัชรากร “น้องเค้ก” ยศอุบล อายุ 6 ขวบ ด.ช.กรวิชญ์ “น้องเคน” ยศอุบล อายุ 4 ขวบ ที่เสียชีวิตจากการกระทำของคนร้าย เพียง 2 วัน เด็กน้อยๆ ตายไปถึง 4 คน ทั้งๆ ที่หนูๆ เหล่านี้ไม่ได้เข้าร่วมกับการชุมนุมแต่อย่างใด นายกรัฐมนตรีไปงานตำรวจที่เสียชีวิตได้ แต่เธอไม่เคยไปงานศพของประชาชนที่สูญเสียชีวิตจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้แต่คำเสียใจให้กับครอบครัวของผู้สูญเสียโดยตรงก็ไม่มี พวงหรีดสักอันก็ไม่มี เธอให้ความสำคัญกับตำรวจ ซึ่งเป็นฐานพลังสำคัญในการรักษาอำนาจมากกว่าประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทุกข์สุขและความปลอดภัยโดยตรง วิญญาณของเหยื่อผู้บริสุทธิ์เหล่านี้จะทวงหาความยุติธรรมจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม นี่จะเป็นตราบาปติดตัวเธอไปจนวันตาย
ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคุณพ่อคุณแม่ของ ด.ญ.ฬิฬาวัลย์ “น้องฟิต” พรหมชัย อายุ 5 ขวบ ด.ญ.ณัฐชยา รอสูงเนิน อายุ 5 ขวบ ด.ญ.พัชรากร “น้องเค้ก” ยศอุบล อายุ 6 ขวบ ด.ช.กรวิชญ์ “น้องเคน” ยศอุบล อายุ 4 ขวบ ที่เสียชีวิตจากการกระทำของคนร้าย เพียง 2 วัน เด็กน้อยๆ ตายไปถึง 4 คน ทั้งๆ ที่หนูๆ เหล่านี้ไม่ได้เข้าร่วมกับการชุมนุมแต่อย่างใด นายกรัฐมนตรีไปงานตำรวจที่เสียชีวิตได้ แต่เธอไม่เคยไปงานศพของประชาชนที่สูญเสียชีวิตจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้แต่คำเสียใจให้กับครอบครัวของผู้สูญเสียโดยตรงก็ไม่มี พวงหรีดสักอันก็ไม่มี เธอให้ความสำคัญกับตำรวจ ซึ่งเป็นฐานพลังสำคัญในการรักษาอำนาจมากกว่าประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทุกข์สุขและความปลอดภัยโดยตรง วิญญาณของเหยื่อผู้บริสุทธิ์เหล่านี้จะทวงหาความยุติธรรมจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม นี่จะเป็นตราบาปติดตัวเธอไปจนวันตาย
วันนี้เมื่อพ่อแม่ของน้องทั้งสี่ตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นลูกอีกแล้ว เขาสูญเสียลูกไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่นายกฯ ยังมีน้องไปป์เคียงข้างอยู่ตลอดเวลา ท่านคงไม่รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของแม่กับการสูญเสียลูก ความรู้สึกของประชาชนที่สูญเสียสามี ภรรยา พี่น้อง ญาติ จากการกระทำของคนที่น่าเชื่อว่ารัฐบาลรู้เห็นเป็นใจว่าเป็นอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง
เราไม่แปลกใจเพราะเมื่อคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่อำนาจ เธอก็ย่ำมาบนซากศพของประชาชน วันนี้คุณยิ่งลักษณ์ใช้ซากศพของประชาชนเป็นฐานค้ำจุนอำนาจอีกเช่นกัน ยังไม่รู้ว่าชีวิตประชาชนอีกจำนวนเท่าไรจะต้องสูญเสียไปในการรักษาอำนาจของตน ในซากศพนั้นก็มีเด็กน้อยๆ 4 คน ที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายที่เชื่อว่าทำโดยฝ่ายรัฐบาล ที่ ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร. เชื่อว่าเป็นชายชุดดำในปี 2553 นั่นเอง
ปี 2553 ที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่ม นปช.พยายามล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์เพื่อให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่อำนาจนั้น มีประชาชนและทหารตาย 91 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน โดยเฉพาะวันที่ 10 เม.ย. 2553 วันเดียว ทหารตาย 4 นาย บาดเจ็บกว่า 400 นาย ในปี 2553 กลุ่มก่อการร้าย ซึ่งถูกมองว่าเป็นเนื้อเดียวกับพรรคเพื่อไทยและกลุ่ม นปช. ใช้อาวุธร้ายแรงทุกอย่างในการก่อการร้าย สถิติเปิดเผยว่า ช่วงเดือน มี.ค.ธ.ค. 2553 มีการใช้ระเบิดขว้าง (ลข.) ผลิตในอเมริกา จีน รัสเซีย เกาหลี มากที่สุดคือ เอ็ม 79 กว่า 32 เหตุการณ์ เอ็ม 67 25 เหตุการณ์ นอกนั้นเป็นเอ็ม 26 เอ็ม 61 ลข.822 และแบบ 59 12 เหตุการณ์ เค 75 7 เหตุการณ์ ใช้อาร์พีจีและ ลข.อาร์จีดี5 รวม 8 เหตุการณ์ นอกเหนือจากระเบิดแสวงเครื่องที่ใช้ระเบิด ทีเอ็นทีและซี 4 ส่วนอาวุธปืนที่กลุ่มก่อการร้ายใช้ประกอบด้วยปืนเอ็ม 16 ปืนเอเค 47 ปืนเอชเค 33 ปืนพก เป็นต้น
เมื่อยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่อำนาจ คดีของชายชุดดำและแนวร่วมก่อการร้ายในปี 2553 ที่ถูกจับกุมได้ถูกพลิกหมด พวกนี้ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาล จากคนผิดกำลังจะกลายเป็นคนถูก หลายคนได้รับการปูนบำเหน็จทางการเมือง ส่วนทหารที่ออกไปฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองตามคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายแทนตำรวจที่ไม่ทำหน้าที่กำลังถูกฟ้องร้อง และจากคนถูกอาจกลายเป็นคนผิดได้ ทำให้นายทหารใหญ่อึดอัดใจกับดีเอสไออย่างมาก
กลุ่มก่อการร้ายในปี 2557 น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับปี 2553 ที่เราเรียกว่า “ชายชุดดำ” แต่วัตถุประสงค์ในปี 2557 แตกต่างจากปี 2553 เพราะในปี 2553 นั้น คนกลุ่มนี้เป็นฝ่ายค้าน จึงก่อการร้ายเพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ กรุยทางให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่อำนาจ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อให้มีคนตาย เพื่อจะได้กล่าวหาว่าอภิสิทธิ์และสุเทพเป็น “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” และนำขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามให้พ้นไปจากเส้นทางการเมืองในระยะยาว
ปี 2557 ชายชุดดำที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามทำลายขบวนการประชาชน หรือ กปปส. เพื่อ “รักษาอำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้อยู่นานที่สุด” ชายชุดดำในปี 2557 ทำการอย่างอุกอาจและย่ามใจ โดยมองว่าตำรวจและอัยการเป็นพวกเดียวกัน ในทางเปิด รัฐบาลใช้ตำรวจในการสลายผู้ชุมนุม ส่วนในทางลับใช้ชายชุดดำออกมาข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ อาทิ ใช้อาวุธสงคราม ลข. เอ็ม 67 เอ็ม 79 อาร์จีดี 5 ปืนเอ็ม 16 เป็นต้น ทำร้ายผู้ชุมนุม นับแต่วันที่ 30 พ.ย. 2556 ที่ผู้ก่อการร้ายโจมตีนักศึกษารามคำแหง จนถึงวันที่ 24 ก.พ. 2557 มีการก่อเหตุร้ายทั้งรุนแรงและไม่รุนแรงรวม 68 เหตุการณ์ มีคนตายกว่า 20 คน บาดเจ็บอีกประมาณ 730 คน โดยเฉพาะวันที่ 2223 ก.พ. 2557 เพียงสองวันมีเด็กน้อยตาย 4 คน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ผู้สื่อข่าว กลุ่มคนที่เห็นต่าง ที่ถูกคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน และไม่รวมถึงกรณีอุ้มฆ่าเอกยุทธ อัญชันบุตร
วันนี้การก่อการร้ายในตัวเมืองได้เริ่มอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยคนกลุ่มเดียวกับที่ก่อการร้ายในปี 2553 เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมาเป็นฝ่ายรัฐบาลแทน เรายังไม่รู้ว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์จะตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายที่ทำโดยกลุ่มคนเดียวกันนี้อีกเท่าไร แทนที่จะดูความสงบสุขของบ้านเมือง ความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลกลับหลับตาข้างหนึ่งให้คนร้ายคุกคามชีวิตประชาชนแทบจะเป็นรายวัน กลุ่มก่อการร้ายปี 2557 ฮึกเหิมมาก แต่อาจจะแพ้ทาง “นักรบป๊อปคอร์น” ที่ออกมาคุ้มครองประชาชนและกำลังจะมาเอาคืน
รัฐบาลยิ่งลักษณ์เหยียบซากศพของทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากขึ้นมาสู่อำนาจ เมื่อได้อำนาจมาแล้วจึงต้องรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ให้นานที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม แม้ต้องใช้ซากศพของประชาชนเป็นฐานและเสาค้ำอำนาจของตนไว้ก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตของประชาชนจะต้องสูญเสียไปอีกเท่าไร เพราะเวลานี้ชายชุดดำเหมือนกับสุนัขบ้าที่เจอใครก็กัดดะไปหมด มีการก่อเหตุรุนแรงไม่เว้นแต่ละคืน
อย่างไรก็ดี กงล้อประวัติศาสตร์กำลังหมุนซ้ำรอยเดิม ยิ่งลักษณ์ดิ้นรนที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด เพราะหากพ้นจากอำนาจเธอจะถูกตราหน้าว่าเป็น “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” กลายเป็นจำเลยขึ้นศาลอาญาไทยในข้อหาสังหารประชาชนโดยเล็งเห็นผลไว้ก่อน และจะถูกนำคดีขึ้นฟ้องต่อ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” ในข้อหาเป็นผู้นำฆาตกรที่สังหารประชาชนของตนเอง ไม่แตกต่างจากพี่ชายที่เจอข้อหาว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนบริสุทธิ์กว่า 1,500 คน จากโครงการปราบปรามยาเสพติด เพื่อให้พ้นจากบ่วงที่รอรัดคอจึงต้องมีแผนสำรอง หากเพลี่ยงพล้ำก็จะแยกภาคเหนือกับอีสานออกไปจัดตั้ง “รัฐไทยใหม่” โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่เชียงใหม่ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขรัฐ หากอยู่ไม่ได้ก็วางแผนจัดตั้ง “รัฐบาลพลัดถิ่น” ในต่างประเทศ โดยหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศแรกที่รับรอง นับว่าเป็นฝันกลางวันลมๆ แล้งๆ ของคนใกล้สูญสิ้นอำนาจ
พวกนี้คือ “กบฏ” ตัวจริง แต่ดีเอสไอยังนิ่งเฉย







