posttoday
กองทัพเปิดเกมรุก"ยิ่งลักษณ์"สะท้าน

กองทัพเปิดเกมรุก"ยิ่งลักษณ์"สะท้าน

27 กุมภาพันธ์ 2557

การเมืองในวินาทีนี้ต้องโฟกัสไปที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองในวินาทีนี้ต้องโฟกัสไปที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในสองครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 24 และ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่ จ.ตราด และราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วย

24 ก.พ. การแถลงการณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 มีใจความสำคัญว่า “สิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน คือ ให้ทุกพวกทุกกลุ่มมาพูดคุยหารือกันเพื่อให้เชื่อได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรม ความชอบธรรมอย่างเท่าเทียม และช่วยกันก้าวเดินนำพาไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นระบบอย่างสันติวิธี การแก้ไขดังกล่าวต้องอาศัยประชาชนทั้งประเทศเรียกร้องให้เกิดขึ้น อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือการถือพวก ถือฝ่าย ต้องเอาผลประโยชน์ของชาติทั้งปัจจุบันและอนาคตมาเป็นหลักในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในปัจจุบันให้ได้”

25 ก.พ. การตัดสินใจใช้อำนาจในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัดช่วยกันติดตามสอดส่องการยุยงปลุกปั่นให้คนในสังคมเพิ่มความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย จนเลยเถิดพาดพิงสถาบัน

ทั้งสองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งและสะเทือนถึงสถานะความมั่นคงในเก้าอี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปในตัวด้วย

เริ่มที่การออกมาอ่านแถลงการณ์ แม้ด้านหนึ่งถ้ามองไปที่เนื้อหาจะไม่มีอะไร เพราะเป็นข้อเรียกร้องเดิมที่ผู้นำกองทัพท่านนี้มักจะย้ำเสมอ แต่การพูดผ่านทางช่อง 5 ที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มี กปปส.เริ่มชุมนุมย่อมไม่ต่างอะไรกับการกดดันรัฐบาล ในฐานะผู้บริหารสูงสุดให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ

เฉกเช่นกันกับเมื่อปี 2551 ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น พร้อมด้วยผู้นำทุกเหล่าทัพ ได้เรียกร้องให้ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนมีผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

แน่นอนว่าในมุมหนึ่งฝั่งรัฐบาลอาจไม่ค่อยพอใจกับการแสดงออกของ พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก เพราะถ้อยแถลงส่วนใหญ่ก่อให้เกิดตีความได้ว่ากองทัพกำลังยืนอยู่คนละข้างกับรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลมองว่ามีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ทำไมกองทัพถึงไม่แสดงท่าทีปกป้อง

ขณะที่การใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน. นับว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะได้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเป็นทางการในการแก้ไขปัญหาการเมือง

เหตุผลสำคัญที่บีบให้ ผบ.ทบ.ต้องออกมาใช้มาตรการทางกฎหมาย คือ การปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในภาคเหนือ ที่แสดงจุดยืนว่าต้องการแบ่งแยกประเทศออกมาเป็น “ประเทศล้านนา”

โดยที่แม้แต่บุคคลระดับ “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ยังยอมรับว่าประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือมีความคิดในทำนองนี้

การเล่นแรงของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวพอสมควร เนื่องจากที่ผ่านมาต่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจฝ่ายขับไล่ยิ่งลักษณ์อย่างไรก็ไม่เคยแสดงความต้องการว่าจะขอแยกประเทศอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่แกนนำเสื้อแดงในต่างจังหวัดประกาศว่าจะใช้ความรุนแรงตอบโต้การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ตามภูมิภาคด้วยผ่านการประกาศว่าตัวเองมีอาวุธ ซึ่งล้วนเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาจัดการด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย ซึ่งเวลานี้ ผบ.ทบ.ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน. เป็นผู้บริหารสูงสุดของ กอ.รมน. นับตั้งแต่ยิ่งลักษณ์ที่มีสถานะเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. มีคำสั่ง กอ.รมน.ที่ 226/2555 มอบอำนาจให้รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบหน่วยงานนี้แทน

แน่นอนว่าการขยับของกองทัพในเรื่องนี้ย่อมไม่เป็นที่พอใจของพรรคเพื่อไทยเท่าไรนัก เพราะการทำหน้าที่ของทหารอาจจะมีส่วนสำคัญต่อการสกัดกั้นไม่ให้คนเสื้อแดงสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ภายหลังแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศลั่นกลองรบต่อสู้กับ กปปส.และองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลรัฐธรรมนูญ

ท่าทีที่ออกมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งหมด ในจังหวะนี้แสดงให้เห็นชัดว่ากองทัพกำลังจะเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองอย่างเป็นทางการมากขึ้น

จากเดิมที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงบทบาทที่ไม่เป็นทางการเท่าไรนัก เช่น การเข้ามาเป็นคนกลางที่ประสานงานให้สุเทพ เทือกสุบรรณ และยิ่งลักษณ์ได้เปิดโต๊ะพูดคุยกันเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่การสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมรักษาความสงบภายในกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการเมืองของ ผบ.ทบ.กำลังมาอยู่ในจุดที่สุดทางตามกฎหมาย โดยทหารไม่อาจเอาตัวเข้าไปเกี่ยวได้มากกว่านี้อีกแล้ว เนื่องจากการบริหารและแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงอยู่ในมือของรัฐบาลผ่าน ศรส.ที่สามารถขยายอาณาเขตการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ได้เพิ่มเติมในพื้นที่อื่น หากเกิดความรุนแรงเพื่อตัดตอนไม่ให้ทหารเข้ามามีอำนาจเหนือรัฐบาล

ดังนั้น การที่กองทัพเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ในรอบนี้ ถือได้ว่าเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญอีกครั้ง เพราะหากในอนาคตสถานการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น อาจเป็นผลให้กองทัพต้องตัดสินใจบางประการเพื่อคืนความสงบให้กับประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท