
ถอดรหัสวิกฤติ"ยูเครน"ผู้นำไร่วิสัยทัศน์พาล้มทั้งแผ่นดิน
สถานการณ์วิกฤตการเมืองใน “ยูเครน” ณ เวลานี้กำลังกลายเป็นที่พูดถึงและจับตามองจากทั่วโลกอย่างกระชั้นชิด
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สถานการณ์วิกฤตการเมืองใน “ยูเครน” ณ เวลานี้กำลังกลายเป็นที่พูดถึงและจับตามองจากทั่วโลกอย่างกระชั้นชิด เพราะแม้ว่ารัฐสภาจะลงมติปลด วิคเตอร์ ยานูโควิช พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าวิบากกรรมของยูเครนจะไม่จบลงง่ายๆ
โดยเฉพาะประเด็นความวิตกกังวลต่อปัญหาการแบ่งแยกดินแดนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแม้แต่ตัวรักษาการประธานาธิบดี โอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชินอฟ เองก็ยังออกมายอมรับเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า เริ่มมีสัญญาณของขบวนการแบ่งแยกดินแดนก่อตัวขึ้นแล้ว
เนื่องจากประชาชนในภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่พูดภาษารัสเซียไม่พึงพอใจต่อการปลด ยานูโควิช ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยรัฐบาลรักษาการชุดใหม่ที่มีแนวนโยบายใกล้ชิดกับชาติตะวันตก เช่น สหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ
เหมือนดั่งสวรรค์กลั่นแกล้ง!
เพราะ ณ เวลานี้ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่อความเป็นเอกภาพของประเทศเท่านั้น ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจของชาติที่ใกล้ล่มสลายเต็มทีไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลกรุงเคียฟเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นไปทุกทีๆ เพราะรัฐบาลมีหนี้ที่ต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ต่างๆ ใน 2 ปีนี้ สูงถึง 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเหลืออยู่ในมือแค่หยิบมือราว 1.21.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุที่มาของวิกฤตการเมืองและความวุ่นวายต่างๆ จนนำพา “ยูเครน” มายืนอยู่ปลายปากเหวนี้ ล้วนเกิดมาจากความอัดอั้นตันใจของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้นำรัฐบาลชุดเก่า
และยิ่งเมื่อประธานาธิบดี ยานูโควิช ตัดสินใจล้มเลิกลงนามข้อตกลงการค้ากับอียูและหันไปเจรจากับรัสเซียแทน จึงเปรียบเสมือนเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ประชาชนตัดสินใจลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลในที่สุด
เนื่องจากประชาชนต้องการลดระดับการคบค้าสมาคมกับรัสเซียลง และหันไปสนิทสนมกับอียูแทน เพราะเห็นว่าการมีความสัมพันธ์กับอียูและชาติตะวันตกน่าจะให้ประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองให้กับชาติบ้านเมืองมากกว่าการจมปลักอยู่กับลูกพี่เก่าอย่างรัสเซียต่อไป
ชาวยูเครนมองดูตัวอย่างเพื่อนบ้านอย่าง “โปแลนด์” ซึ่งในอดีตต่างก็เคยเป็นประเทศที่เติบโตขึ้นมาหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเหมือนกันเมื่อ 20 ปีก่อน แต่ปัจจุบันโปแลนด์กลับมีการพัฒนาที่โดดเด่นและกำลังทิ้งห่างยูเครนไกลออกไปมากขึ้นทุกที หลังจากที่โปแลนด์ได้หันไปเน้นการคบค้ากับชาติตะวันตกและปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยสำนักข่าวเอพี ระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวโปแลนด์ในปัจจุบัน เมื่อมีการคิดรวมกับอัตราเงินเฟ้อแล้วอยู่ที่ประมาณ 2.2 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่ชาวยูเครนอยู่ที่ 7,300 เหรียญสหรัฐ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ห่างชั้นกันเกือบ 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
และปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของยูเครนอยู่่อันดับที่ 137 ของโลกเท่านั้น ตามหลังประเทศอย่าง เอลซัลวาดอร์ นามิเบีย ด้วยซ้ำไป
ภาพความเจริญรุ่งเรืองของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่โตมาด้วยกัน แต่กลับโตแซงหน้าทิ้งกันชนิดไม่เห็นฝุ่นนี้เอง จึงสร้างความเจ็บแค้นเคืองโกรธให้กับมวลมหาประชาชนชาวยูเครนต่อความไร้ศักยภาพของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากยูเครนมองว่าตนเองมีศักยภาพพอที่จะเติบโตและมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งได้ไม่แพ้ โปแลนด์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ยูเครนนั้นมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์อยู่ในมือทั้งการมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ถึง 46 ล้านคน แรงงานก็ล้วนมีทักษะและการศึกษาที่ดีเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมและมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มิหนำซ้ำยังมีตลาดส่งออกที่มีกำลังซื้อหลักสำคัญอย่างกลุ่มอียูคอยรองรับอีก
ดังนั้น ชาวยูเครน จึงมองว่าการที่ประเทศต้องตกต่ำเช่นนี้ น่าจะเป็นผลพวงมาจากปัจจัยของ การบริหารงานที่ห่วยแตกขั้นเทพ จากรัฐบาลมากกว่า ทำให้ในที่สุดการตัดสินใจล้มเลิกข้อตกลงการค้ากับอียู จึงกลายเป็นสัญญาณแตกหักที่ประชาชนไม่ขอทนอีกต่อไป
การตัดสินใจกล่าวชี้นิ้วโทษมายังรัฐบาลยูเครนดังกล่าวของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “ยูเครน” ดำเนินนโยบายบริหารเศรษฐกิจบ้านเมืองที่ผิดพลาดและการไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ของผู้นำมาตลอด
เพราะโครงสร้างโดยรวมเศรษฐกิจยูเครนยังคงเน้นการพึ่งพาอุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น เหล็กกล้า โลหะภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ไปยังต่างแดนเหมือนเช่นในสมัยที่ยังอยู่ใต้ร่มเงาของสหภาพโซเวียตอยู่
ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับภาวะวิกฤตในปี 2008 ทำให้รายได้การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของยูเครนดิ่งลงอย่างหนัก และทำให้เศรษฐกิจยูเครนในปีถัดมาดิ่งฮวบอย่างรุนแรง
กอปรกับช่วงจังหวะนั้น รัฐบาลรัสเซียหันมาขึ้นราคาค่าก๊าซพอดี ก็ยิ่งทำให้ยูเครนตกที่นั่งลำบากยิ่งขึ้น เพราะต้องใช้เงินซื้อแพงขึ้น แต่รายได้จากการขายสินค้าส่งออกกลับไม่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจในแบบดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับยูเครนระหว่างปี 20002008 ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแรงหนุนจากการเข้าถึงก๊าซราคาถูกจากลูกพี่เก่ารัสเซีย ทว่าก็กลายกลับเป็นอุปสรรคที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ยูเครนคิดปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนอะไร
มิหนำซ้ำยังทำให้นโยบายพลังงานตกอยู่ในกำมือของรัสเซีย และกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลกรุงมอสโกที่ใช้บีบรัฐบาลกรุงเคียฟมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ยูเครนยังเป็นประเทศที่ขาดนโยบายในการบริหารงานเศรษฐกิจที่มีวิสัยทัศน์ในระยะยาว โดยเฉพาะการพึ่งพานโยบายประชานิยมทางพลังงานมาโดยตลอด
เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก หรือราว 7.5% ของจีดีพีทั้งประเทศในแต่ละปีไปกับการอุ้มราคาก๊าซและพลังงานในประเทศ เพื่อทำให้ประชาชนได้ใช้พลังงานในราคาถูก
โดยปัจจุบันประชาชนจ่ายราคาค่าก๊าซต่ำกว่าต้นทุนความเป็นจริงถึง 80% ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วพลังงานก๊าซเหล่านั้นต้องนำเข้ามาจากรัสเซีย
การโหมใช้นโยบายประชานิยมผ่านการอุ้มราคาพลังงานของรัฐบาลเคียฟ โดยผ่านรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของยูเครนเองถือเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะทำให้ในแต่ละปีรัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณสูงมาก และต้องแบกหน้าไปกู้หนี้ยืมสินมาจากต่างชาติเพื่อมาเอาใจประชาชน
ปัญหาที่หมักหมมและถ่วงความเจริญของยูเครนมาช้านาน ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั่นคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีอยู่แทบจะทั่วทุกหัวระแหงในสังคม โดยแม้แต่ธนาคารโลกยังเคยระบุในรายงานว่านี่คือ มะเร็งร้ายที่คอยถ่วงรั้งความเจริญทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาการทำธุรกิจต่างในดินแดนยูเครนมักจะต้องมีการเรียกจ่ายสินบนและเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เป็นประจำ
ขณะที่สังคมชั้นสูงก็เต็มไปด้วยปัญหาการเล่นเส้นเล่นสายและระบบอุปถัมภ์อย่างดาดเดื่อน โดยเฉพาะคนที่มีเส้นสายทางการเมืองหรือเป็นญาติพี่น้อง หรือเพื่อนของคนมีอำนาจ มักจะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้ง่ายดาย
จึงไม่แปลกที่ผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์การทุจริตขององค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ ในปีที่แล้วจะจัดอันดับให้ยูเครนอยู่ในลำดับท้ายๆ ที่ 144 จากทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก ตามหลังประเทศอย่าง ปาปัวนิวกินี ไนจีเรีย และอิหร่าน เสียด้วยซ้ำ
ที่ร้ายกว่านั้นคือ ประเทศยูเครนยังมีระบบราชการและการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นธุรกิจหรือการลงทุนใหม่ๆ โดยรายงานธนาคารโลกปีที่แล้ว เผยว่าการมีระบบกฎหมายภาษีที่ยุ่งยาก ทำให้แรงดึงดูดต่อการลงทุนและการทำธุรกิจของประเทศดังกล่าวลดลง โดยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความยุ่งยากในการจ่ายภาษีที่ 169 จากทั้งหมด 198 ประเทศทั่วโลก
จากเหตุทั้งหมดที่ยกมาจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมยูเครนถึงกลายเป็นประเทศที่ประสบแต่ความล้มเหลวมาโดยตลอด ทั้งที่ความจริงแล้วนี่คือประเทศที่มีศักยภาพสูงและน่าจะไปได้ไกลกว่านี้
บทเรียนของยูเครนจึงน่าจะเป็นการฉายภาพให้ผู้นำบางประเทศได้เรียนรู้ถึงพิษภัยของการบริหารที่ขาดวิสัยทัศน์ได้เป็นอย่างดี







