
การแก้เรื่องข้าวและชาวนา (ตอนที่ 1)
บทความนี้ต้องการจะบอกว่า รัฐบาลควรจะมีนโยบายอย่างไร? เกี่ยวกับปัญหาข้าวและชาวนา การแก้ไขจึงทำอย่างบูรณาการ คือ คำนึงถึงเหตุและปัจจัยอันหลากหลาย และจำเป็นต้องใช้ความรู้ในหลายมิติในการแก้ไข และที่ดีที่สุด ถ้าแนวทางหนึ่งแนวทางใดสามารถแก้ไขได้หลายปัญหา การปฏิบัติก็ทำได้ง่ายขึ้น และค่าใช้จ่ายก็จะน้อยลง แนวทางที่ขอเสนอ คือ รู้พอเพียง รู้ตลาด ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพ
บทความนี้ต้องการจะบอกว่า รัฐบาลควรจะมีนโยบายอย่างไร? เกี่ยวกับปัญหาข้าวและชาวนา การแก้ไขจึงทำอย่างบูรณาการ คือ คำนึงถึงเหตุและปัจจัยอันหลากหลาย และจำเป็นต้องใช้ความรู้ในหลายมิติในการแก้ไข และที่ดีที่สุด ถ้าแนวทางหนึ่งแนวทางใดสามารถแก้ไขได้หลายปัญหา การปฏิบัติก็ทำได้ง่ายขึ้น และค่าใช้จ่ายก็จะน้อยลง แนวทางที่ขอเสนอ คือ รู้พอเพียง รู้ตลาด ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพ
1.รู้พอเพียง หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นหลักคิดเชิงบูรณาการ คือ ความคิดเดียว แต่มาจากหลายองค์ความรู้ และถ้านำไปปฏิบัติก็สามารถแก้ปัญหาได้หลายอย่างของการดำรงชีพ เพราะการรู้ประมาณ โดยเฉพาะการรู้ประมาณในการบริโภคหรือการใช้จ่าย สอดคล้องกับคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า “โภชานมัตตัญญุตา” ทำให้การดำรงชีพมีความพอดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง และรู้สติในการเอาชนะอุปสรรครอบตัวได้ด้วยตนเอง
2.รู้ตลาด กฎของตลาด มีหลักง่ายๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ 1.“ของมากราคาตก ของน้อยราคาขึ้น” อย่าผลิตเพราะเห็นว่าใครๆ เขาก็ผลิตกันทั้งนั้น 2.อำนาจต่อรองน้อยเสียเปรียบ อำนาจต่อรองสูงได้เปรียบ การที่ชาวนามีจำนวนมากและขาดการรวมตัวการผลผลิต แต่พ่อค้ามีจำนวนน้อย พ่อค้าคนหนึ่งๆ จะเลือกซื้อจากใครหรือไม่เลือกซื้อจากใครก็ได้ และเมื่อพ่อค้าจะขาย คนขายก็น้อยกว่าคนซื้อ ก็มีโอกาสเลือกขายได้มากกว่า พ่อค้าจึงมีอำนาจต่อรองสูง แต่ชาวนาอำนาจต่อรองต่ำ จึงขายได้ราคาต่ำ และต้องซื้อราคาแพง
3.มีอำนาจเหนือตลาดอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ เกษตรกรผู้ขายพืชผลเสียเปรียบ อำนาจเหนือตลาดเกิดจาก “การผูกขาด การรวมหัวกัน” กำหนดราคาในตลาด หรือมีการกีดกันผู้อื่นมิให้เข้ามาแข่งขัน การปรับวิถีการผลิตให้หันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น เป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นทางหนึ่งในการหลีกเลี่ยงการถูกครอบงำ
4.ในตลาดแข่งขัน การลดต้นทุนดีกว่าการเพิ่มราคาขาย เพราะการเพิ่มราคาขาย ในขณะที่ผู้ขายรายอื่นๆ ไม่เพิ่ม ก็จะทำให้ขายไม่ได้ ขายตามราคาที่เป็นอยู่เท่ากันกับรายอื่นๆ แต่ทำให้ต้นทุนต่ำกว่า ก็จะได้กำไรมากขึ้น การคอยรับราคาที่เพิ่มขึ้นจากโครงการประกันหรือโครงการจำนำ จึงไม่ยั่งยืนและลดศักยภาพในการแข่งขันในตลาด เพราะราคาสูงกว่ารายอื่นๆ ในตลาดโลก
5.คุณภาพดีทำให้ได้ราคาดี นี่เป็นกฎทั่วไปของตลาด ของดีกว่าย่อมขายได้ราคาสูงกว่า ชาวนาจึงต้องให้ความสนใจต่อการปรับปรุงคุณภาพข้าว และ 6.ตระหนักในกฎของตลาด ที่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี กฎข้อนี้เตือนสติให้รู้จัก มีเหตุมีผล สร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่หลงตามกระแส ได้ของฟรีวันนี้ แต่เป็นหนี้และขาดทุนในวันหน้า
3.ลดต้นทุน เมื่อเข้าสู่ตลาดผู้ขายหรือเกษตรกรจะอยู่ภายใต้ภาวการณ์แข่งขัน (การขาย) ที่สมบูรณ์ เกษตรกรแต่ละรายจะต้องขายตามราคาในตลาดขณะนั้น ดังนั้นถ้าเกษตรกรสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ก็จะได้กำไรมากกว่า ถ้าเป็นการขายในตลาดโลก ผลผลิตข้าวของประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า ก็มีโอกาสจะขายในราคาที่ต่ำกว่า และขายได้มากกว่า (ถ้าคุณภาพไม่ต่างกัน) เช่น กรณีข้าวไทยปี 2555 ข้าวขาวธรรมดาของไทยต้นทุนสูงกว่า (เพราะราคาประกันทำให้ต้นทุนสูงกว่า) ข้าวเวียดนามและข้าวอินเดีย จึงเสียตลาดให้สองประเทศนี้
การลดต้นทุนสามารถทำได้ดังนี้ 1.ต้นทุนการจ้างรถไถ รถเกี่ยว ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายกองทุนหมู่บ้าน 1 หมู่บ้าน 1 ล้านบาท มาเป็น 1 หมู่บ้าน 1 รถไถ หรือ 1 รถเกี่ยว ให้รถไถหรือรถเกี่ยวเหล่านี้ รับจ้างไถ รับจ้างเกี่ยวในราคาที่ถูกๆ ก็สามารถลดต้นทุนการจ้างได้
2.ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีภัณฑ์ ยาปราบศัตรูพืช เช่น ปุ๋ยและยาชีวภาพที่ทำจากสมุนไพร หรือการใช้วิธีธรรมชาติกำจัด 3.ลดต้นทุนด้วยการสร้างคลังเมล็ดพันธุ์ของชุมชน มีการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกในท้องถิ่น 4.การเพิ่มผลิตภาพ คือ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ หรือต่อพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
1.การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง และสามารถนำผลผลิตมาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์รุ่นต่อๆ ไปได้ 2.การใช้เทคนิคและวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งงานวิจัยได้พิสูจน์ทดลองเป็นที่ประจักษ์แล้ว หรือจากภูมิปัญญาเดิมที่ได้ถ่ายทอดสั่งสมกันมาจากประสบการณ์ คือ การเตรียมดิน การใช้น้ำ การหว่าน การปักดำ การใช้ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว สิ่งเหล่านี้ถ้าทำอย่างถูกต้อง มีเทคนิควิธีการที่เหมาะสม ก็สามารถเพิ่มผลผลิตได้
3.การทำเกษตรประณีต สามารถลดความสูญเสีย และเพิ่มผลผลิตได้ดี เสียต้นทุนน้อย สำหรับเกษตรกรที่มีที่ทำกิน 2–3 ไร่ ถ้าใช้แรงงานคนเข้มข้น จ้างให้น้อยที่สุด ใช้เวลาในแปลงนาหรือแปลงเกษตรวันละไม่น้อยกว่า 4–5 ชั่วโมงตลอดฤดูกาล มีการปลูกพืชผักหมุนเวียนร่วมกับการทำนา โดยใช้แรงงานคนเพียง 1–2 คนก็พอเพียง จะประหยัดต้นทุนได้ผลผลิตต่อไร่โดยรวมเพิ่มขึ้น
5.การเพิ่มคุณภาพ คุณภาพของข้าว วัดได้จากความสมบูรณ์ของเมล็ด มีน้ำหนัก มีรสชาติ กลิ่น สี และธาตุอาหาร ที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ การเพิ่มคุณภาพสามารถทำได้ดังนี้
1.ผลิตข้าวปลอดสารพิษ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าพืชผลทุกชนิดที่ปลอดสารพิษ เป็นพืชผลที่มีคุณภาพ ไม่ทำลายสุขภาพ 2.การเพิ่มรสชาติ กลิ่น สี วิตามิน และธาตุอาหาร ทำให้ข้าวเกิดประโยชน์มากกว่ากินเพื่อให้อิ่ม แต่สามารถทำให้ข้าวเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ เป็นกึ่งอาหารกึ่งยารักษาโรคได้ จะทำให้สามารถนำไปขายในตลาดเฉพาะ (Niche Market) ได้ราคาดี
3.การเก็บรักษาคุณภาพข้าวให้ถูกต้อง และขายในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว 2–3 เดือน จะได้ราคาดีกว่า ดังนั้นถ้าชาวนาแต่ละรายไม่มียุ้งฉางส่วนตัว ก็ควรสร้างยุ้งฉางชุมชน ลานตากชุมชน เพื่อร่วมกันเก็บรักษา จะทำให้ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพและขายได้ราคาดี การนวด การตาก การสี และการเก็บรักษา โดยเฉพาะข้าวเปลือกของชาวนามีความสำคัญมาก แต่ชาวนายุคปัจจุบันไม่ค่อยสนใจ
6.การใช้ข้าวเป็นปัจจัยเลี้ยงชีพด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ข้อเท็จจริงในเรื่องตลาดข้าวก็คือ ตลาดข้าวเปลือกเป็นตลาดของผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูงกว่าชาวนามาก ชาวนาไม่เท่าทันตลาด ขาดอำนาจต่อรอง จึงหวังพึ่งการช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันตนเอง พึ่งตนเองไม่ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรต้องใช้แนวทางหนึ่งครัวเรือนสองวิถียังชีพ ที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง
6.1 สำหรับชาวนาที่มีที่นาน้อย ควรเน้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน ปลูกพืชผักอื่นๆ ที่พอจะมีตลาดรองรับ แต่ไม่ต้องเน้นผลิตเพื่อขายเป็นด้านหลัก แต่ถือหลักว่าเหลือกินเหลือใช้ก็นำไปขายในตลาด ปลูกพืชหมุนเวียนตามความเหมาะสม เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เคียงคู่ไปกับการปลูกข้าว เหล่านี้ก็จะนำทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ ก็จะทำให้เกิดความพอเพียงยิ่งขึ้น
6.2 การพึ่งรายได้นอกวิถีการเกษตร เช่น การรับจ้างการไปทำงานในภาคการค้าและอุตสาหกรรม เป็นคนงานในประเทศและไปทำงานต่างประเทศ
7.การผลิตข้าวเพื่อขายเป็นรายได้หลัก ชาวนาบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวนาปรังมีศักยภาพที่จะผลิตข้าวเพื่อขายเป็นรายได้หลัก ด้วยเงื่อนไขต่อไปนี้
1.ต้องมีปัจจัยการผลิตเพียงพอ คือ มีที่ดิน มีน้ำ มีทุน มีความรู้และเทคโนโลยี สำหรับชาวนาส่วนใหญ่สิ่งที่ไม่เพียงพอ คือ น้ำ โดยเฉพาะชาวนาปีต้องพึ่งน้ำฝนตามฤดูกาล ทำนาได้ปีละครั้งเท่านั้น ลำดับต่อมาที่ชาวนาส่วนใหญ่มีไม่เพียงพอ คือ ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะความรู้ที่จะเท่าทันตลาดยังขาดแคลนมาก ส่วนแหล่งทุนปัจจุบันนี้มีเพียงพอ โดยเฉพาะเงินกู้จาก ธ.ก.ส. จากกองทุนหมู่บ้าน จากสหกรณ์ ฯลฯ สุดท้ายยังมีชาวนาจำนวนหนึ่งที่ไม่มีที่ทำกินของตัวเอง กล่าวโดยสรุป ชาวนาที่พอจะมีศักยภาพผลิตข้าวเพื่อขายเป็นด้านหลัก คือ ชาวนาปรังที่มีที่ดินเป็นของตนเอง
2.เท่าทันตลาด ปรับตัวได้ไว สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ตามสภาวการณ์ และ 3.ชาวนาที่จะผลิตข้าวขายเป็นด้านหลัก และพึ่งรายได้จากข้าวอย่างยั่งยืน ต้องเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพมากกว่าการหวังพึ่งพาการประกันราคาและการจำนำโดยรัฐบาล เพราะการประกันราคาและการจำนำ ไม่สามารถทำได้ตลอดไป เพราะมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาเรื่องต้นทุนข้าวสารที่มักจะแพงกว่าข้าวสารจากประเทศอื่นๆ ทำให้เกิดปัญหาการแข่งขันในตลาดโลก







