
ยูเครนนำหน้าไทย
หากเปรียบเทียบการเมืองไทยกับยูเครนเป็นเกมฟุตบอล ก็ต้องบอกว่ายูเครนยิงประตูนำเราไปแล้ว 21
หากเปรียบเทียบการเมืองไทยกับยูเครนเป็นเกมฟุตบอล ก็ต้องบอกว่ายูเครนยิงประตูนำเราไปแล้ว 21
เริ่มต้นเกมในช่วงปลายเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ด้วยการที่ประชาชนในเมืองหลวงของทั้งสองประเทศออกมาชุมนุมประท้วงพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลที่เอาแต่อ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง
ในกรณีของยูเครน รัฐบาลประกาศไม่ลงนามในสัญญาเศรษฐกิจกับประชาคมยุโรป หรืออียู ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นสมาชิกอียูเต็มตัว โดยจะหันกลับไปรวมกลุ่มกับรัสเซียแทน
สำหรับประเทศไทย เราทราบกันดีแล้วว่าเป็นเพราะการออกกฎหมายล้างผิดคนโกง โดยมีการลงมติในสภากันกลางดึก ราวตีสามถึงตีสี่
หลังจากเปิดเกม ยูเครนก็ขึ้นนำ 10 เมื่อเกิดการปะทะและมีการบาดเจ็บล้มตาย แต่ไม่นานไทยก็ตีเสมอได้เมื่อเริ่มมีคนตายเช่นกัน
ยูเครนเป็นฝ่ายบุกหนัก จากการที่รัฐบาลพยายามสลายการชุมนุมบ่อยครั้ง และทุกครั้งจะต้องมีคนเจ็บคนตาย ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภายในไม่กี่วันตายไปเกือบร้อยศพ ตามข่าวบอกว่ามีการใช้สไนเปอร์ส่องยิงผู้ชุมนุมด้วย
น่าจะเป็นเพราะความรุนแรงที่ทำให้เสียงสนับสนุนประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช ลดลงเป็นลำดับ และในที่สุดก็คุมเสียงในสภาไม่อยู่ ถูกลงมติปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา
ยานูโควิช รู้ตัวล่วงหน้า เพราะก่อนหน้านั้นวันเดียว คนสนิทซึ่งเป็นประธานสภาชิงลาออกก่อนถูกปลด โดยอ้างปัญหาสุขภาพ
ตัวแทนฝ่ายค้านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาแทน ทำให้ ยานูโควิช ตัดสินใจหลบหนีออกจากกรุงเคียฟตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์
เท่ากับยูเครนยิงประตูสำเร็จกลับขึ้นนำอีกครั้งหนึ่ง แต่ดูตามรูปการณ์เราน่าจะตีเสมอได้ในไม่ช้า เพราะหลักฐานการทุจริตจำนำข้าวยิ่งนับวันยิ่งปรากฏชัด จนกลุ่มคนที่ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติมากมายไม่น่าจะถูกปล่อยให้ลอยนวลอยู่ต่อไปได้
มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยูเครน ที่ผมอยากให้สังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในฝ่ายรัฐบาลรักษาการ ศึกษาและทำความเข้าใจให้ดี ดังนี้
หนึ่ง ประเด็นทางเศรษฐกิจ ในขณะที่คนในเมืองหลวงและทางภาคตะวันตกของยูเครนมองไปข้างหน้า อยากเห็นการพัฒนาในระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอียู รัฐบาลกลับถอยหลังเข้าคลอง พยายามนำพาประเทศชาติกลับไปสู่ระบบสังคมนิยมและระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดของรัสเซีย
ชาวยูเครนเห็นความล้าหลังชัดเจน เมื่อเปรียบตัวเองกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดและจำนวนประชากรน้อยกว่าอย่างโปแลนด์
ยี่สิบกว่าปีก่อน เมื่อยูเครนได้เอกราชจากรัสเซียใหม่ๆ จีดีพีของยูเครนมีขนาดใหญ่กว่าของโปแลนด์ แต่เนื่องจากโปแลนด์ผละจากรัสเซียไปอยู่กับยุโรป ปัจจุบันจีดีพีของโปแลนด์กลับโตกว่ายูเครนเกือบสามเท่า
จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเด็นเศรษฐกิจมีความสำคัญมากพอที่จะทำให้มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในตอนต้น และกลายเป็นการขับไล่รัฐบาลด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยในเวลาต่อมา
สำหรับกรณีของเรา แต่เดิมมีคนจำนวนมากที่เชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของคุณทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง ทำให้เกิดกระแสยอมรับว่าวัดครึ่งกรรมการครึ่งก็ได้ ขอให้เศรษฐกิจก้าวหน้า
แต่ผลงานตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนผิดหวังและเสื่อมศรัทธา รวมทั้งเกิดความเป็นห่วงว่านโยบายหลักอย่างจำนำข้าวและเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะทำให้ประเทศชาติล่มจมในอนาคต กระแสต่อต้านจึงจุดติดอย่างง่ายดายเกินคาด
หากรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจได้ดี และทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง มีหรือจะถูกประชาชนไล่ลงจากเวที
สอง บทบาทและอิทธิพลของมหาอำนาจ ยูเครนกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ระหว่างสหรัฐกับยุโรปฝ่ายหนึ่ง และรัสเซียอีกฝ่ายหนึ่ง
ยูเครนอยู่ในฐานะต่างจากยุโรปตะวันออกชาติอื่น เพราะเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย ต่างหันไปซบอกยุโรปซึ่งมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากกว่า โดยที่รัสเซียเองในขณะนั้นก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น
แต่ยูเครนเดิมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ประชากรทางภาคตะวันออกและทางใต้มีชาวรัสเซียปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก และยังพูดภาษารัสเซียเป็นหลัก จึงยากที่จะผละจากรัสเซียเหมือนเพื่อนบ้านอื่นๆ
ที่ผ่านมา ทั้งยุโรปและรัสเซียต่างเอาผลประโยชน์มาล่อ เพื่อดึงยูเครนไปเป็นพวก แต่พลังเศรษฐกิจที่เหนือกว่าทำให้ยูเครนเอนเอียงไปทางยุโรปมากขึ้นเป็นลำดับ
ในระหว่างการชุมนุมประท้วง ทั้งชาติตะวันตกและรัสเซียต่างพยายามเข้ามาแทรกแซงในทางอ้อม แต่ฝ่ายสหรัฐกับยุโรปมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดทั้งฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายผู้ชุมนุมก็ยอมรับรัฐมนตรีต่างประเทศของ 3 ชาติในยุโรป คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี และโปแลนด์ เป็นคนกลางในการเจรจา
สัญญาสงบศึกได้รับความเห็นชอบจากสภาของยูเครน รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐกับรัสเซียก็รับทราบ แต่ลงนามกันยังไม่ทันจะข้ามวัน ยานูโควิช ก็สูญเสียเสียงข้างมากในสภาและถูกปลดในวันต่อมา
หันมาดูรัฐบาลเพื่อไทยบ้าง แต่เดิมรัฐบาลสหรัฐให้การสนับสนุน แต่หลักฐานทุจริตจำนำข้าวทำให้รัฐบาลและสื่อตะวันตกต้องเบือนหน้าหนี
ยานูโควิช ยังมีรัสเซียเป็นพันธมิตรคอยให้ความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลเพื่อไทย เมื่อสหรัฐเลิกให้การสนับสนุนแล้ว จะหันหน้าไปพึ่งใครคงยาก
สาม แนวคิดในการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและการแยกประเทศ ยานูโควิช ได้หลบหนีออกจากกรุงเคียฟไปอยู่ในฐานที่มั่นทางภาคตะวันออก เขาประกาศไม่ยอมแพ้ โดยอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง พร้อมกับบอกว่าสภาที่มีมติปลดเขาออกจากตำแหน่งเป็นสภาเถื่อน
บางหัวเมืองทางตะวันออกและทางใต้ มีคนออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการชุมนุมในกรุงเคียฟอีกต่อหนึ่ง
สำหรับอนาคตของประเทศ มีการลือกันไปในหลายแนวทาง เช่น ยานูโควิช อาจจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในภาคตะวันออก หรือยูเครนอาจแตกออกเป็น 2 ประเทศ หรือคาบสมุทรไครเมียอาจกลับไปอยู่กับรัสเซีย
เรื่องนี้ฟังคล้ายกับที่กลุ่มหัวรุนแรงบางกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยเสนอไว้ กล่าวคือ หากรัฐบาลเพื่อไทยไม่สามารถรักษาอำนาจเอาไว้ และอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไปไม่ได้ ก็ให้ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในภาคเหนือหรือภาคอีสาน
ในกรณีของยูเครน แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็ยังพอนึกภาพออก เพราะมีรัสเซียคอยให้ความช่วยเหลือ และหากไครเมียอยากกลับไปอยู่กับรัสเซียจริง รัสเซียก็คงอ้าแขนรับ เพราะเหมือนส้มหล่นได้ดินแดนเพิ่มขึ้นมาฟรีๆ
แต่ในกรณีของไทย ผมนึกภาพไม่ออกจริงๆ ครับ เชื่อว่าถ้าจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นให้สำเร็จ คงต้องไปตั้งในที่ที่มีรัฐบาลต่างประเทศให้การสนับสนุน ซึ่งก็คงมีที่เขมรประเทศเดียว เพราะผู้นำมีความเกี่ยวดองและเป็นทองแผ่นเดียวกัน







