
พันธบัตรข้าวเผือกร้อนผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ
แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 จะล็อกตายไม่ให้รัฐบาลรักษาการกู้เงินจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท เพื่อมาจ่ายหนี้ชาวนา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 จะล็อกตายไม่ให้รัฐบาลรักษาการกู้เงินจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท เพื่อมาจ่ายหนี้ชาวนา แต่รัฐบาลก็ยังไม่ละความพยายามปูพรมกู้เงินสารพัดวิธีเพื่อหาเงิน โดยที่ไม่มีใครเข้าใจว่ารัฐบาลเลือกวิธีการกู้เงินทางเดียว ไม่ยอมขายข้าว 17 ล้านตัน ที่เก็บสะสมไว้จนเสื่อมคุณภาพ
มาตรา 181 มีสาระสำคัญว่า คณะรัฐมนตรีรักษาการจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดดังต่อไปนี้ โดยใน (3) ระบุไว้ว่า ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป และ (4) ระบุไว้ว่า ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
จากสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นว่า รัฐบาลแทบไม่มีช่องจะกู้เงินจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลรักษาการอนุมัติเห็นชอบไว้ได้เลย
แต่ล่าสุดรัฐบาลยังเดินหน้าทุกสารทิศ ไม่สนว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ ตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการล่าสุด อนุมัติให้ยืมงบกลางปี 2557 จำนวน 2 หมื่นล้านบาท โดยให้ขอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไปว่าทำได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน ยังมีการสั่งให้คลังศึกษาล้วงเงินกองทุนวายุภักษ์ ที่มีการลงทุนอยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท มาปล่อยกู้จำนำข้าวโดยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการกดดันคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกตั๋วสัญญาใช้กู้เงินเองอีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อมาจ่ายจำนำข้าว ซึ่งคณะกรรมการของธนาคารยังเสียงแตกว่าทำได้หรือไม่ได้ เพราะอาจจะผิดกฎหมายทำแบงก์เสียหาย
ล่าสุดรัฐบาลยังให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ออกหนังสือไปเชิญรัฐวิสาหกิจ (รสก.) ประมูลตั๋วเงิน 8 เดือน ของ ธ.ก.ส. วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย และรัฐบาลรับภาระเงินต้นและดอกเบี้ย โดยให้ รสก.ที่สนใจยื่นซองประมูลในวันที่ 27 ก.พ.นี้ ก่อนเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการคลัง และพร้อมส่งมอบเบิกจ่ายเงินในวันที่ 5 มี.ค. 2557
แต่ทว่ายังไม่ทันถึงวันประมูลก็มีข่าวแพลมออกมาว่า ผู้บริหารการประปานครหลวง (กปน.) ได้เซ็นให้นำเงินของ กปน.ไปลงขันประมูลตั๋วเงินดังกล่าว 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากรวมตัวกันประท้วงผู้บริหารทันที จนผู้บริหารต้องกลับลำไม่เข้าร่วมประมูลเงินกู้ดังกล่าว
แม้แต่พนักงานของบริษัท ทีโอที ที่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะเข้าประมูลเงินกู้ดังกล่าวหรือไม่ ก็ออกมากดดันตีกันผู้บริหารล่วงหน้า จนต้องตั้งโต๊ะชี้แจงไม่เคยคิดนำเงินไปปล่อยกู้จำนำข้าว หรือแม้แต่ผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ยังไม่มีการประท้วงของพนักงาน แต่ก็ออกมาระบุว่าไม่ปล่อยกู้จำนำข้าวเช่นกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ยังไม่รวมกับพนักงานบริษัท ท่าอากาศยานไทย ที่เคยออกมาต่อต้านผู้บริหารก่อนหน้านี้ หลังจากมีข่าวที่จะนำเงินของบริษัทไปปล่อยกู้จำนำข้าว จนผู้บริหารต้องสั่งพับแผนไปก่อนเช่นกัน
การที่หลายรัฐวิสาหกิจออกมาปฏิเสธปล่อยกู้จำนำข้าว ทำแผนการกู้ส่อแท้งเหมือนการเชิญสถาบันการเงินมาประมูลเงินกู้วงเงิน2 หมื่นล้านบาท เมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และยังทำให้รัฐวิสาหกิจที่ยังคิดหาญกล้าไม่กลัวตาย ยอมพลีชีพช่วยรัฐบาลโดยอ้างว่าสงสารชาวนา เข้าประมูลเงินกู้ครั้งนี้ต้องเตรียมรับมือผลกระทบที่จะตามมาอย่างรุนแรงและอาจบานปลายจนเอาไม่อยู่
จากบทเรียนการกู้เงินจำนำข้าวในช่วง1 เดือนที่ผ่านมา ย่อมเป็นที่ประจักษ์ให้รัฐวิสาหกิจเห็นว่า การดำเนินการกู้จำนำข้าวของรัฐบาลเสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) แม้แต่สถาบันการเงินยังไม่กล้าให้กู้ เพราะพลิกกฎหมายแล้วเสี่ยงไม่ได้เงินคืน แม้แต่ธนาคารออมสินที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย ที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ยังไม่กล้าปล่อยกู้
ทางด้าน สบน.ที่ทำเรื่องกู้ดังกล่าว ก็ยังเคยทำหนังสือถึงกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ว่าการกู้เงินครั้งนี้เสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และอาจต้องถูกดำเนินคดีตามมา ยิ่งเพิ่มน้ำหนักว่าการกู้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่รัฐบาลโยกการกู้จำนำข้าวจากสถาบันการเงินมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ก็ยังไม่พ้นผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) ซ้ำร้ายจะมีความผิดเพิ่มเติมจากมาตรา 181 (4) อีกด้วย
ทั้งนี้ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจน่าจะรู้อยู่เต็มอกว่า หากการกู้เงินไม่ผิดกฎหมาย คงไม่ต้องมาขอเงินก้นถุงของรัฐวิสาหกิจให้ลำบาก เพราะแบงก์ที่เขามีเงินถุงเงินถังคงปล่อยกู้นั่งกินดอกเบี้ยเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว แม้แต่ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ยังออกมาระบุว่า หากเงินกู้จำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท ไม่มีปัญหา ลำพังแบงก์รัฐก็ปล่อยกู้ได้ ไม่จำเป็นต้องมาขอเงินกู้จากแบงก์พาณิชย์ให้ยุ่งยากหรอก
ประเด็นต่อมาที่รัฐวิสาหกิจจะมีปัญหาจากการปล่อยกู้จำนำข้าว คือ ทำให้ธรรมาภิบาลขององค์กรมีปัญหา เพราะปล่อยกู้โครงการจำนำข้าวที่มีการทุจริตและมีความเสียหายอย่างมาก เพราะหากย้อนกลับไปดูก่อนหน้านี้ที่มีข่าวธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทยถูกบีบให้ปล่อยกู้ทำให้ลูกค้าไม่พอใจแห่ถอนเงินจากธนาคารจำนวนหลายพันล้านบาท
ที่หนักที่สุดคือ ธนาคารออมสินที่ไปปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์พิสดารให้ ธ.ก.ส. 2 หมื่นล้านบาท จนลูกค้าไม่พอใจแห่ถอนเงินสัปดาห์เดียวไปถึง 1 แสนล้านบาท จนล้มแผนการกู้เงินแทบไม่ทัน นอกจากเสียเงินฝาก ยังเสียฐานลูกค้า รวมถึงองค์กรมีปัญหาแตกแยก พนักงานรวมตัวขับไล่กรรมการและผู้บริหารของธนาคาร เพราะเห็นว่ารับใช้การเมืองจนแบงก์เสียภาพลักษณ์ไม่มีธรรมาภิบาล
รัฐวิสาหกิจอาจจะคิดว่าการปล่อยกู้จำนำข้าวไม่มีปัญหาถอนเงินเหมือนสถาบันการเงิน แต่ก็อย่าประเมินพนักงานขององค์กรตัวเองต่ำเกินไปเหมือนกับธนาคารออมสินทำพลาดมาแล้ว
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากบริษัท ท่าอากาศยานไทย ไปปล่อยกู้จำนำข้าว พนักงานไม่พอใจรวมตัวกันหยุดงานทั้งหมด จะทำให้การบริหารสนามบินทั่วประเทศมีปัญหาขึ้นมาทันที หรือหากบริษัท ทีโอที ไปปล่อยกู้จำนำข้าว ลูกค้าไม่พอใจยกเลิกการใช้บริการของทีโอทีเพื่อไปใช้ของผู้บริการรายอื่น ย่อมส่งผลกระทบกับฐานะของทีโอทีที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งสาหัสกว่าเดิม
ยังไม่ต้องพูดถึงอีกหลายรัฐวิสาหกิจที่เป็นกิจการสาธารณะและดูแลสาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า น้ำประปา หากพนักงานไม่พอใจเกิดรวมตัวหยุดงานประท้วง คนที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนทั้งหมด และเหตุการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่ยากในช่วงที่ภาวะสถานการณ์บ้านเมืองอ่อนไหวเช่นนี้
แต่ที่แน่ๆ กรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจที่หากกล้าไปปล่อยกู้จำนำข้าวรอบนี้ รับรองหนีไม่พ้นมวลมหาพนักงานที่จะรวมตัวในนามสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งจะมีจำนวนมาก เหมือนคลื่นสึนามิออกมาขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะมาจากสีไหน จะเป็นเด็กนายใหญ่ นายหญิง หรือเจ้ส่งมา รับรองเอาไม่อยู่ ไม่เชื่อลองหันไปดูธนาคารออมสินที่เจอมรสุมนี้ไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วกันว่าเป็นอย่างไร







