
ตายมากพอที่จะ"เจรจา"ชัยชนะบนซากศพไร้ความหมาย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ร่วงหล่นราวกับใบไม้แห้ง ความรุนแรงทางการเมืองพรากชีวิตบริสุทธิ์ไปแล้ว 20 คน แต่ละคืนเต็มไปด้วยห่ากระสุน แต่ละวันเลยผ่านด้วยความเจ็บปวด
พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ เตือนสติว่า ความตายที่เกิดขึ้นมากพอแล้วที่จะทำให้หันหน้ามาพูดคุยเจรจา เพราะชัยชนะบนกองซากศพผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไร้ค่าไร้ความหมาย
“ความตายไม่อาจสร้างความยินดีหรือชัยชนะได้เลย เมื่อใดที่คนคนหนึ่งยินดีสะใจกับความตายของผู้อื่นเมื่อนั้นเองที่เขากำลังจะตายไปด้วย ถามว่าจะต้องรอให้เด็กน้อยตายอีกกี่คน จึงจะปลุกสามัญสำนึกในความเป็นมนุษย์ของเราให้กลับคืนมา” พระไพศาล ตั้งคำถาม
พระไพศาล เปรียบเทียบว่า บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ต่างอะไรกับรถโดยสารที่แล่นด้วยความเร็วสูง ผู้คนในรถต่างหาเหตุผลสารพัดมาสนับสนุนว่าตัวเองควรจะเป็นโชเฟอร์
จากนั้นก็แย่งชิงพวงมาลัยกัน รถก็ปัดป่ายวิ่งชนร้านรวงข้างทางชนคนบริสุทธิ์ ชนเด็กน้อยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่กำลังเดินข้ามถนนตายคนแล้วคนเล่า ที่สำคัญถนนสายนี้กำลังมุ่งหน้าลงสู่หุบเหวด้วย
เช่นเดียวกับนักสิทธิมนุษยชนอย่าง สมชาย หอมลออ ที่มองว่าทางเดียวที่จะออกจากความรุนแรงได้คือการเจรจา
สมชาย บอกว่า ถึงเวลาที่ตัวแทนของคู่ขัดแย้งคือรัฐบาลและ กปปส.ต้องเจรจากัน แน่นอนว่าการเจรจามีหลายระดับ แต่สิ่งแรกที่ต้องพูดคุยกันคือให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปยับยั้งไม่ให้ผู้ที่สนับสนุนตัวเองใช้ความรุนแรง
“ต้องยอมรับว่าในทุกๆ ความขัดแย้งขนาดใหญ่ แต่ละฝ่ายมีการซ่องสุมอาวุธไว้ หากไม่ยับยั้งแนวโน้มสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น” สมชาย ระบุ
นักมนุษยชนรายนี้ บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ชุมนุมด้วยการดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงอย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งและมีหลักฐาน อาทิ มือระเบิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มือปืนยิง สุทิน ธราทิน แกนนำผู้ชุมนุม หรือกระทั่งขบวนการป๊อปคอร์น
สอดคล้องกับ สุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความที่แสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลและ กปปส.ต้องหารือร่วมกันเพื่อวางแนวทางรักษาความปลอดภัยว่า พื้นที่ไหนเป็นหน้าที่ของการ์ด ของทหาร หรือของตำรวจ เป็นการเจรจากันเฉพาะเรื่องมาตรการความปลอดภัย ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นอกจากนี้ แกนนำทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องตรึงอารมณ์ของมวลชนให้อยู่ ขณะที่สื่อมวลชนต้องประสานเสียงการประณามความรุนแรงในทุกกรณี ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหยุดวงจรความรุนแรงให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยให้เกิดความรุนแรงได้ต่อเนื่อง ผู้ที่ก่อเหตุก็ยิ่งได้ใจ ผู้ที่ถูกกระทำก็ต้องตอบโต้ มันก็จะยิ่งบานปลาย
สำหรับโต๊ะเจรจาโดยหลักการแล้วมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ในสถานการณ์จริงนั้น สุรพงษ์ ยอมรับว่า เกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากต่างฝ่ายต่างมุ่งที่จะโค่นล้มกันแบบถอนรากถอนโคน ต่างฝ่ายต่างก็แพ้ไม่ได้ หาก กปปส.แพ้ก็จะกลายเป็นกบฏ หากยิ่งลักษณ์แพ้ก็จะไม่มีแผ่นดินอยู่ ดังนั้น อำนาจที่จะเข้ามากำกับคือศาลยุติธรรม
“ในเมื่อขณะนี้ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรม ศาลก็ต้องเป็นผู้ออกมากำกับในบางเรื่องว่าเรื่องไหนถูก เรื่องไหนผิด เรื่องไหนทำได้ เรื่องไหนทำไม่ได้ หากศาลไม่ออกมาแสดงบทบาทอย่างรวดเร็วทันการณ์ แต่ละฝ่ายก็จะเดินต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะเกิด” สุรพงษ์ เชื่อเช่นนั้น
ด้าน บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นว่า ต้องเอาวาระการปฏิรูปเป็นตัวชวนให้ทั้งสองฝ่ายเดินออกมาจากความขัดแย้ง เพราะทั้งคู่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศเหมือนกันเพียงแต่วิธีการแตกต่างกัน แต่ด้วยสถานการณ์ในขณะนี้ทำให้โอกาสเกิดการปฏิรูปน้อยมาก
“สถานการณ์ตอนนี้มีแนวโน้มไปทางว่าจะต้องเกิดความรุนแรงเกิดการนองเลือดก่อนแล้วค่อยปฏิรูป ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครต้องการให้เกิด ดังนั้น ในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่จะออกจากความรุนแรงได้คือ ต้องหาข้อเสนอที่คู่ขัดแย้งยอมรับได้บางส่วนและสามารถเอาไปอธิบายกับมวลชนตัวเองได้” บัณฑูร เสนอ
ยกตัวอย่าง เช่น ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแต่รัฐบาลต้องมีข้อตกลงว่าจะไม่อยู่ยาว เอาแค่ฟื้นฟูสถานการณ์เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็พูดได้ว่าสามารถเดินหน้าเลือกตั้งได้ ส่วน กปปส.ก็จะพูดได้ในเรื่องของการปฏิรูป
อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องมีคนกลางฝ่ายที่สามเข้ามา และต้องยอมรับกันว่าไม่มีฝ่ายใดจะได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้บีบให้ต้องเกิดการเจรจาแล้ว จึงหนีการเจรจาไม่พ้น







