
น้ำมูลตื้นเขินเน่าเสียปลาน็อคตายอื้อ
บุรีรัมย์-น้ำมูลตื้นเขินเน่าเสียและอากาศร้อนกระทบปลากระชังน็อคตายเป็นจำนวนมาก
บุรีรัมย์-น้ำมูลตื้นเขินเน่าเสียและอากาศร้อนกระทบปลากระชังน็อคตายเป็นจำนวนมาก
นายสัญญ์ธวัชช์ ริ้วเหลือง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่จ.บุรีรัมย์ยังขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดน้ำในแม่น้ำมูลที่ไหลผ่าน อ.สตึก มีสภาพตื้นเขินแห้งขอดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะบริเวณสะพานข้ามลำน้ำมูล บ้านท่าเรือ ต.ท่าม่วง ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ทำการเกษตร
นายสัญญ์ธวัชช์ กล่าวอีกว่า เกษตรกรที่ยึดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขินจนมองเห็นตอหม้อสะพานโผล่และบางจุดแห้งขอดจนสามารถเดินข้ามฝั่งไปมาได้ ส่งผลกระทบเกษตรกรต.ท่าม่วงกว่า 100 ราย ไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังได้ ต้องปล่อยกระชังทิ้งร้างจากทุกปีจะเลี้ยงได้ถึง 3 รอบ ทำให้ขาดรายได้
ขณะที่เกษตรกรที่ยังเสี่ยงเลี้ยงอยู่ไม่ถึง 10 ราย เพราะหวังจะนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวและชำระหนี้ที่กู้ยืมมาลงทุนก็ต้องประสบปัญหาน้ำไม่ไหลเวียน เน่าเสีย เป็นกรดก๊าซทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ไม่กินอาหาร และเริ่มทยอยน็อคตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรเชื่อว่าหากปลายังทยอยตายต่อเนื่องก็จะประสบปัญหาขาดทุนอย่างแน่นอน นอกจากนี้สภาพน้ำมูลที่ตื้นเขินเน่าเสียดังกล่าวยังส่งผลทำให้ปลาธรรมชาติลอยตายอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ทั้งนี้จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่มาเร็วกว่าทุกปี ส่งผลให้แหล่งน้ำต่างๆมีสภาพตื้นเขินและแห้งขอดลงอย่างรวดเร็วซึ่งที่ผ่านมาทางจังหวัดก็ได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากภาวะภัยแล้งไปแล้ว 1 อำเภอ คือ อ.พุทไธสง ล่าสุดขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งเพิ่มอีก 2 อำเภอ คือ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และ อ.ปะคำ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 11 ตำบล 140 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 24,054 ครัวเรือน 56,144 คน
ด้านนายทวน โยงรัมย์ เกษตรกรบ้านตารอง ต.ท่าม่วง อ.สตึก กล่าวว่า ชาวบ้านประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องมาหลายปีแล้วและจากผลกระทบดังกล่าว จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามาสำรวจเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ด้วยการขุดลอกหรือทำเขื่อนยางเพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำมูลไว้ใช้ทั้งการอุปโภคบริโภค ทำการเกษตร และเลี้ยงปลากระชังได้ตลอดทั้งปี ก่อนที่อาชีพเลี้ยงกระชังจะสูญหาย และต้องอพยพไปขายแรงงานยังต่างถิ่น







