posttoday
แดงรบนอกระบบซ้ำเติมวิกฤตรุนแรง

แดงรบนอกระบบซ้ำเติมวิกฤตรุนแรง

26 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

สัญญาณรุนแรงตั้งเค้าอีกรอบหลังจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ “ลั่นกลองรบ” ประกาศชน กปปส. พร้อมทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยการจัดเตรียมกองกำลังทั่วประเทศรอจังหวะเวลาเคลื่อนไหว ด้วยการรบนอกรูปแบบ ที่สำคัญท่าทีของแกนนำหลายคนบนเวทีประชุมใหญ่ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ออกแนวปลุกระดมสนับสนุนการใช้ความรุนแรง จนเป็นห่วงกันว่าจะฉุดให้ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในเวลานี้บานปลายไปสู่สงครามกลางเมืองในที่สุด

การเปิดตัวของ “เสื้อแดง” ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ สะบักสะบอมจากมรสุมรอบด้าน ในขณะที่องคาพยพอื่นๆ ซึ่งเคยเป็นมือไม้ของรัฐบาลดูจะง่อยเปลี้ยไปเสียจนไม่อาจช่วยค้ำยันให้รัฐบาลยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสื้อแดงจึงกลายเป็นความหวังสุดท้ายที่จะเข้ามารับไม้ต่อในช่วงโค้งสุดท้ายที่รัฐบาลกำลังถูกรุกไล่อย่างหนักไม่ว่าจากฝั่ง กปปส. หรือคดีที่อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เห็นได้ชัดจากท่าทีของ นปช.ที่เสนอไปยังรัฐบาลทั้ง 11 ข้อนั้น ข้อแรกขอให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และจะไม่ลาออกเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆ ตามมาด้วยท่าทีที่จะช่วยลดแรงเสียดทานจากปัญหาตรงหน้า ทั้งขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจ่ายเงินจำนำข้าวแก่ชาวนาโดยเร็ว ขอให้รัฐบาลเร่งรัดจับกุมแกนนำ กปปส.ทันที ที่สำคัญ ขอให้รัฐบาลอนุมัติให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากขณะนี้ชัดเจนว่าผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.มีอาวุธและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่อยมา รวมทั้งขอให้เปิดรับอาสาสมัครช่วยงานตำรวจ

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้นายกฯ ไม่ต้องรับทราบข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช.ที่ปฏิบัติอย่างสองมาตรฐาน และหากมีการวินิจฉัยใดๆ ที่ขาดความยุติธรรมให้นายกฯ แสดงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยนั้นๆ แต่ขอให้รัฐบาลยอมรับขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไอซีซีโดยเร็ว และระหว่างนี้ขอให้มีการปฏิรูปพรรคเพื่อไทยไปพร้อมกัน

รวมไปถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาสถานที่ทำงานที่จำเป็นในภาคเหนือหรือภาคอีสาน เมื่อเกิดสถานการณ์คับขัน และหากมีสถานการณ์เลวร้ายอย่างถึงที่สุดให้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นต่อไป

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงเวลานี้น่าจะอยู่ที่ท่าทีของเสื้อแดง ซึ่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมต.แดง ที่ประกาศสู้จนถึงที่สุด พร้อมประกาศจัดตั้งกองกำลังชายฉกรรจ์แต่ละจังหวัดไม่ต่ำกว่า 100 คน และให้มีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน ไปจนถึงจัดตั้งเครือข่ายลูกเมียของทหาร ตำรวจ เพื่อทำงานสื่อสารมวลชนในที่ตั้งของตัวเอง ประกาศตั้งเวทีชุมนุมรอบปริมณฑล เพื่อกดดัน กปปส.ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างมีอิสระ ไปจนถึงจัดตั้งหน่วยให้ความรู้ประชาชนในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นนักรบไซเบอร์

เมื่อสถานการณ์คับขันและต้องเข้ากรุงเทพฯ ให้มีการชัตดาวน์องค์กรอิสระทั้งหมด รวมทั้งจัดตั้งองค์กรเงา เช่น กรรมการสิทธิมนุษยชนเงา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเงา และที่ประชุมอธิการบดีเงา เพื่อทำหน้าที่คู่ขนานกับองค์กรหลักที่รับใช้เผด็จการ ซึ่งองค์กรเงาจะตอบโต้ทุกประเด็น และรณรงค์ต่อต้านรัฐประหารเต็มรูปแบบ จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวังเพื่อดูพฤติกรรมของทหารรอบค่ายทหารในยามสถานการณ์ตึงเครียด

จัดหาสถานที่หลบภัยยามที่คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายตั้งรับหรือถอยร่น พร้อมทั้งให้คนเสื้อแดงสู้อย่างเต็มที่และมีทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ ทุกสิ่งที่ควรมี ต้องมี และจำเป็นต้องมีตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ทว่า ท่าทีของ นปช.ที่ปรากฏในเวลานี้ยังเป็นที่กังขาว่าเป็นเพียงแค่การออกมาส่งสัญญาณขู่ หรือจะสามารถทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน เมื่อแผนการเหล่านี้ยังไม่ได้เดินหน้านำไปสู่การปฏิบัติในทันที แต่เป็นการปลุกมวลชนให้ออกมาเตรียมความพร้อมและรอดูท่าทีอีกวันสองวันก่อนจะประกาศความชัดเจนอีกครั้ง และหลายประเด็นเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ตกผลึกว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางนั้น

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก การสนับสนุนการใช้ความรุนแรง ดังจะเห็นจากท่าทีของแกนนำหลายคนบนเวทีประชุมใหญ่ นปช. เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งปลุกระดมมวลชน ปิดศาล ปิด ป.ป.ช. พูดถึงการใช้ความรุนแรง การใช้อาวุธปืน ระเบิด ที่จะนำไปจัดการฝั่งตรงข้ามอย่างเปิดเผยชัดเจน แม้แต่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่กล่าวบนเวทีให้เตรียมพร้อมเข้าสู่สถานการณ์แตกหัก พร้อมยังพูดถึงอาวุธปืนที่คนไทยครอบครองกว่า 10 ล้านกระบอกที่ใช้สำหรับป้องกันตัวเอง ใครจะดูพลังประชาชนก็ให้รู้ไป

ขณะที่การระดมมวลชนที่ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) รับสมัครสมาชิกกลุ่ม อพปช. ให้ได้ 2 แสนคนภายในเดือน มี.ค.นั้นดูจะเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แตกต่างจากการระดมมวลชนจังหวัดละ 100 คนตามข้อเสนอของ นปช.ที่พอจะเป็นไปได้ แต่สุดท้ายมวลชนที่ระดมมาชุดนี้จะไปปฏิบัติภารกิจใดก็ยังไม่มีความชัดเจน

ถัดมาที่ประเด็นการแบ่งแยกดินแดน แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนอยู่ในทิศทางการเคลื่อนไหวของ นปช.อย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีของแกนนำเสื้อแดง ไปจนถึงสมาชิกพรรคเพื่อไทย กลับมีการหยิบยกประเด็นนี้มาสู่สาธารณะ ดังจะเห็น วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ออกมาพูดถึงแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเพื่อยุติความรุนแรงสูญเสีย

ทั้งที่แนวคิดนี้ยากที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงแล้วเพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งหากล่วงละเมิดย่อมรุนแรงถึงขั้นนำไปสู่การยุบพรรคได้

สุดท้าย การเคลื่อนไหวของ นปช.ต่อจากนี้จึงถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเติมเชื้อความรุนแรงให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะหากเป็นการเคลื่อนไหวนอกระบบที่มุ่งเน้นความรุนแรง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท