
ล้างบางคอร์รัปชั่นกำจัดจุดอ่อนการเมืองไทย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และคำกล่าวประณามจากนานาชาติอย่างรุนแรงและล้นหลาม แทบจะในทันทีที่มีรายงานข่าวการเสียชีวิตของเด็กวัยไม่กี่ขวบจากเหตุระเบิดในบริเวณสถานที่ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลใจกลางกรุงเทพฯ ที่ยังไม่ทราบผู้ลงมือควบคู่กับภาพการคร่ำครวญร่ำไห้ด้วยหัวใจสลายของพ่อแม่เมื่อเห็นร่างเล็กบอบบางนอนไร้วิญญาณอยู่เบื้องหน้า
ผลลัพธ์ข้างต้นส่งผลให้สถานการณ์การประท้วงของไทยที่กินเวลายืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนนี้ ยกระดับความรุนแรงขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นที่กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ประกาศให้พื้นที่ชุมนุมประท้วงที่กระจายอยู่หลายจุดทั่วกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยเป็นพื้นที่ปลอดเด็กโดยเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศหลายชาติยังได้ยกระดับคำเตือนถึงการเดินทางมาเที่ยวกรุงเทพฯ โดยแม้หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะยังไม่ได้มีคำสั่งห้ามพลเรือนไม่ให้มาเที่ยวไทย แต่ก็เตือนให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ชุมนุม ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีสิ่งใดสามารถรับรองรับประกันได้ว่าการประท้วงจะพลิกผันเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเหตุนองเลือดขึ้นมาที่ไหนและเมื่อไร
ทั้งนี้ ขณะที่ความร้อนแรงร้อนระอุของการเมืองไทยยังคงเป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศเกือบทุกสำนักต้องเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดชนิดไม่ให้คลาดสายตา รวมถึงการเฝ้าถามถึงทางออกที่จะไม่ทำให้สถานการณ์ในไทยจบลงอย่างเลวร้าย สื่อต่างชาติอีกส่วนหนึ่งก็ยังคงเพียรพยายามสรรหาคำอธิบายที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบ “ประชาธิปไตย” ภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ล่าสุด สื่อนอกอย่าง วอยซ์ ออฟ อเมริกา (วีโอเอ) ระบุชัดว่า ความไม่สงบวุ่นวายที่เกิดขึ้นในไทยครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ฟาดฟันทางการเมืองเพื่อหาทางกำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมการเมืองไทยมาอย่างช้านาน
รายงานจากวีโอเอระบุว่า ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น นับเป็นอาวุธที่เป็นประโยชน์และทรงพลังมากที่สุดในทางการเมือง เพราะทำให้นักการเมืองคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง อ่อนเปลี้ยหรือกระเด็นหลุดจากตำแหน่งทางการเมืองโดยง่าย และไทยก็ไม่ใช่ชาติแรกที่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นจะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์สะเทือนถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศ
เนื่องจากก่อนหน้านี้มีหลายประเทศที่เผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกัน ตัวอย่างเช่น การสืบสวน โจวหย่งกัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนในข้อหาคอร์รัปชั่น แม้หลายฝ่ายจะระบุว่าเป็นความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ต้องการกำจัดโจว ในฐานะคู่แข่งทางการเมืองก็ตาม
ขณะที่ ตุรกี ก็มีความเคลื่อนไหวกดดันนายกรัฐมนตรี เรเซฟ เตย์ยิบ เออร์โดกัน ให้ปฏิรูปการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งนับเป็นนัยที่จะส่งผลต่อพรรคการเมืองของเออร์โดกันในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีนี้ หรือกรณีของอิตาลี ที่การทุจริตคอร์รัปชั่นของอดีตนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ในระหว่างดำรงตำแหน่งทำหน้าที่ผู้นำประเทศได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวแบร์ลุสโคนีเอง
สำหรับในส่วนของประเทศไทย สื่อจากแดนลุงแซมสหรัฐระบุว่า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของภาวะวิกฤตขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองและการคอร์รัปชั่นที่เพิ่มเติมเข้ามา โดยนายกรัฐมนตรีรักษาการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสมาชิกอื่นๆ ภายในพรรคเพื่อไทย ขณะนี้กำลังเจอข้อหาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีดำเนินการโครงการจำนำข้าวอย่างไม่โปร่งใสเหมาะสม ซึ่งผลลัพธ์ของคำตัดสินในข้อกล่าวหาจะส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. อย่างไม่ต้องสงสัย
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลของไทยมองว่านโยบายโครงการรับจำนำข้าวซึ่งให้ราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาดถึง 50% เป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อซื้อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลประโยชน์ใดๆ ให้กับประเทศชาติโดยรวม สอดคล้องกับรายงานจากหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ที่ระบุชัดว่า นโยบายจำนำข้าวไทยทำให้รัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระเป็นมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของภาคการเงินของประเทศ
ด้านนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักระบุว่า นโยบายจำนำข้าวข้างต้นเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ของไทย โดยโกลบอล ไฟแนนเชียล อินทิกรีตี (จีเอฟไอ) องค์กรวิจัยที่มีเป้าหมายจำกัดการเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดกฎหมายในสหรัฐ รายงานว่า ระดับการคอร์รัปชั่นของไทยพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
จีเอฟไอระบุว่า สัดส่วนการไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย (ไอเอฟเอฟ) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปรับตัวพุ่งมากกว่า 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จาก 3.9% ในปี 2002 มาอยู่ที่ 8.4% ในปี 2011 ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งอยู่ที่ 4%
ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจขององค์กรโปร่งใสสากล (ทรานส์พาเรนซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล) องค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่ศึกษาดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชั่น ยังพบว่าอันดับคอร์รัปชั่นของไทยร่วงลงมากภายในเวลาเพียง 1 ปี จากอันดับที่ 88 ใน 177 ประเทศ ปี 2012 มาอยู่ที่ 102 ในปี 2013
นอกจากนี้ ปัญหาขัดแย้งของไทยครั้งนี้ยังมาจากมุมมองที่ผู้ประท้วงมีต่อตัวนายกรัฐมนตรีรักษาการยิ่งลักษณ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่เห็นว่าบุคคลทั้งสองกระทำการปล้นชาติบ้านเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของตนเองเป็นสำคัญ
เกรโกรี โพลิง นักวิเคราะห์จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอส) ระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมองรัฐบาลตระกูลชิวัตรว่ามีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทำให้เมื่อมีการตั้งข้อหาเรื่องการทำหน้าที่มิชอบในโครงการจำนำข้าว ผู้ประท้วงจึงเชื่อมั่นว่าตนเองกำลังต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งหมายรวมถึงการคอร์รัปชั่นโดยตรงของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซื้อขายข้าวโดยตรง และการคอร์รัปชั่นผ่านการใช้เงินงบประมาณประเทศมหาศาลเพื่อซื้อเสียงสนับสนุนจากคนในชนบท
ทั้งนี้ หากมองในแง่ดี ความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ อาจนับเป็นการต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยมีกระบวนการทางการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากหลุมดำมืดของการทุจริตคอร์รัปชั่นที่บั่นทอนกัดกร่อนศักยภาพของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การกำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมไทยหรือประเทศไทยยังคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เมื่อผลสำรวจโดยเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่นเยาวชนไทย เมื่อเดือน มิ.ย. 2012 ยังพบว่ามากกว่า 63% ของคนไทย มีทัศนคติที่ยอมรับเรื่องการคอร์รัปชั่นของรัฐบาล ตราบเท่าที่ตนเองยังมีส่วนได้ประโยชน์







