posttoday
การลงทุนดับสนิทเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง

การลงทุนดับสนิทเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง

26 กุมภาพันธ์ 2557

ล่วงไปกว่า 3 เดือนสำหรับวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น และยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลง ได้ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศดับสนิท

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

ล่วงไปกว่า 3 เดือนสำหรับวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น และยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลง ได้ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศดับสนิท

“ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 55 เดือน

การบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนเอกชนที่เป็นหัวใจในการสูบฉีดระบบเศรษฐกิจหยุดๆ ดับๆ ลงพร้อมกันเกือบทั้งหมด

ที่หลงเหลืออยู่บ้างในขณะนี้ มีเพียงการส่งออกที่เอกชนคาดว่าจะดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก แต่ภาคต่างประเทศก็ไม่ได้ราบรื่นนัก

ทว่าตัวเลขที่สะท้อนออกมาในเดือนม.ค. คือตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่ายังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน

เดือนแรก การส่งออกกลับติดลบถึง 1.98% จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ มูลค่าการส่งออกแค่ 1.79 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แทนที่จะทำได้ระดับ 1.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สาเหตุหลักเพราะต้องเผชิญกับความไม่มั่นใจของคู่ค้าว่าสถานการณ์ในประเทศจะทำให้ผู้ผลิตในไทยไม่สามารถส่งสินค้าได้หรือไม่ ในขณะที่การบริโภคเอกชนก็มีสัญญาณทางลบอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่รายงานโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2556 และล่าสุดเดือน ม.ค. 2557 ลดลงมาอยู่ที่ 61.4 ต่ำสุดในรอบ 26 เดือน

ขณะที่การลงทุนภาครัฐทุกอย่างต้องหยุดลงทั้งหมด โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท จนขณะนี้ก็ยังติดปัญหาในข้อกฎหมาย

ซ้ำร้ายหลังยุบสภาผู้แทนราษฎรไปตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2556 เป็นต้นมา ก็ทำให้รัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินนโยบายใดที่สร้างภาระผูกพันไปยังรัฐบาลถัดไปได้

ข้าราชการก็เข้าสู่โหมดเกียร์ว่าง เพราะไม่มั่นใจว่าดำเนินโครงการไหนไปแล้วจะผิดข้อกฎหมายใดหรือไม่

หัวรถจักรหลักของประเทศไทยเข้าสู่โหมดของเครื่องดับแทบทุกรายการ

ไล่เรียงไปจะเห็นภาพความอัตคัดทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของไทยอยู่ในอาการโคม่า

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ไม่ปรับตามฤดูกาลนั้นติดลบติดต่อกันมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556 จากลบ 4.9% เป็นติดลบ 2.8% ในเดือน ส.ค. พอถึงเดือน ก.ย. ติดลบ 2.9% เดือน ต.ค. ติดลบ 4% เดือน พ.ย. ติดลบ 10.7% และถึงเดือน ธ.ค. ติดลบ 6.1%

ดัชนีการผลิตนั้นอยู่ในระดับต่ำเตี้ยติดดินแค่ 60.1-64.5% เท่านั้น สะท้อนว่าผู้ผลิตสินค้ายังผลิตไม่เต็มกำลังขีดความสามารถ

ดัชนีค้าปลีกที่เป็นตัวสะท้อนกำลังซื้อของผู้คนทั้งประเทศนั้นยิ่งไปกันใหญ่ ติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.ค. จนถึงเดือน ธ.ค. เฉลี่ยประมาณติดลบ 4.4-9%

ปริมาณรถยนต์นั่งไม่ขยายตัวแม้แต่น้อย ติดลบตั้งแต่ 26.3% ในเดือน ก.ค. มาถึงเดือน ธ.ค. ติดลบถึง 31%

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากเครื่องชี้การลงทุนที่วัดจากการนำเข้าสินค้าทุน ก็จะมองเห็นภาพว่าประเทศไทยติดหล่มจนฉุดไม่อยู่จากที่ติดลบ 8.5% ในเดือน ก.ค. พอถึงเดือน ธ.ค. ติดลบถึง 11.7%

ถ้าดัชนีเหล่านี้ติดลบ หมายถึงว่า การจ้างงาน การสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆ ย่อมลดลงเป็นเงาตามตัว และมีแนวโน้มว่าจะทะยานขึ้นสูงกว่า 1% ในระยะอันใกล้นี้

นั่นจึงเป็นที่มาของปริมาณการลงทุนโดยรวมของประเทศในสิ้นปี 2556 ติดลบไปกว่า 2.8%

ไม่ต้องพูดถึงการลงทุนภาครัฐที่หยุดชะงักไปแทบทั้งหมด และได้ส่งผลไปถึงอีกเครื่องจักรสำคัญ นั่นคือการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นความน่าเสียดายอย่างมากของประเทศไทย

เพราะจากสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง และพื้นฐานไทยแล้วถือว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เป็นนาทีทองของประเทศก็ว่าได้

โดยเฉพาะการจะรวมตัวทุกด้านของประชาคมอาเซียน และด้านที่มีพลวัตเร็วที่สุดก็คือด้านเศรษฐกิจ (เออีซี) ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับอานิสงส์ของแนวโน้มนี้มาแล้วใน 12 ปีที่ผ่านมา เห็นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เข้ามายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในปี 2556 ที่เดิมคาดว่าจะหลุดเป้า 1 ล้านล้านบาท

แต่ปรากฏว่ายังมีการขอรับส่งเสริมเข้ามามากถึง 1.11 ล้านล้านบาท 2,237 โครงการ ซึ่งเกือบครึ่งเป็นการลงทุนของต่างชาติ คือ 5.25 แสนล้านบาท ภายใต้การลงทุน 1,132 โครงการ จากปกติที่โครงการลงทุนจากต่างชาติจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของการลงทุนทั้งหมด

เมื่อพิจารณาจากประเภทโครงการลงทุนที่สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติต่างคาดการณ์ว่า ต้องเห็นการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ และเล็งเห็นว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านบริการ ขนส่ง และลงทุนของอาเซียน โดยเฉพาะอาเซียนกลุ่มที่จะมีการเติบโตสูงอย่างกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือกลุ่ม CLMV นั่นคือการขอรับส่งเสริมในโครงการกลุ่มกิจการบริการและสาธารณูปโภค ที่มีจำนวนถึง 849 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 5.23 แสนล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 448 โครงการ เงินลงทุน 2.54 แสนล้านบาท

ทั้งหมดนี้อาจเป็นตัวสะท้อนว่า โครงการที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติพร้อมจะลงเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากสถานการณ์การเมืองเข้าสู่ภาวะปกติเร็วเท่าใด เม็ดเงินก็จะยิ่งลงสู่เศรษฐกิจไทยเร็วเท่านั้น

แต่ในทางตรงข้าม หากยิ่งยืดเยื้อไปการลงทุนก็ยิ่งหดหาย ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณให้เห็นบ้างแล้วจากแนวโน้มยอดความต้องการพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม

ทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อินดัสเตรียล เอสเตท ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร ประเมินว่า ในปี 2557 ยอดขายนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรมจะลดลง 20-30% จากปี 2556 ที่มียอดขายรวมประมาณ 5,000 ไร่ ซึ่งมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

1.การลงทุนที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร

2.การลงทุนที่ชะลอตัวจากผลกระทบทางการเมืองของไทย

3.การลงทุนที่ชะลอตัวจากศักยภาพการแข่งขันของไทยลดต่ำลง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนโยบายประชานิยมการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่มีผลให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้น

แม้ อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ จะมีมุมมองในเชิงบวกว่า ภาคธุรกิจยังสนใจที่จะลงทุนในไทย แต่ตอนนี้ชะลอการลงทุนไป โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย แต่โดยพื้นฐานเศรษฐกิจแล้วถ้าเหตุการณ์จบแล้วการลงทุนก็จะกลับมาเร็ว

ดังนั้น บีโอไอยังคงเป้าหมายยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ไว้ที่ 9 แสนล้านบาท ภายใต้การคาดการณ์ว่าเหตุการณ์การเมืองสงบก่อนเดือน มี.ค.นี้

แต่ถ้ายืดเยื้อออกไปนานกว่านี้ก็ต้องมีพิจารณากันใหม่ เพราะประเด็นเดียวที่นักลงทุนกังวลขณะนี้คือไม่รู้เหตุการณ์การเมืองจะจบเมื่อไหร่

แน่นอนว่าหากปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อ การพัฒนาฝีมือแรงงานและเทคโนโลยี จะน้อยลงจนทำให้ความสามารถในการรับการลงทุนของไทยที่เป็นตัววัดขีดความสามารถในการแข่งขันและการทำมาหาได้ของประเทศไทยย่อมสาละวันเตี้ยลง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท