
บึ้มเร้าการเมืองรัฐ-กปปส.เสียทั้งคู่
ความรุนแรงทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน ไล่เรียงตั้งแต่การยิงกราดและโยนระเบิดใส่ กปปส.ตราด เหตุระเบิดหน้าบิ๊กซีราชประสงค์ การยิงเอ็ม 79 ใกล้ๆ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนมีเสียงคล้ายปืนและระเบิดที่เวที กปปส.สีลมตั้งแต่ตี 1ตี 4 ของวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา
ความรุนแรงทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน ไล่เรียงตั้งแต่การยิงกราดและโยนระเบิดใส่ กปปส.ตราด เหตุระเบิดหน้าบิ๊กซีราชประสงค์ การยิงเอ็ม 79 ใกล้ๆ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนมีเสียงคล้ายปืนและระเบิดที่เวที กปปส.สีลมตั้งแต่ตี 1ตี 4 ของวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา
ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเมืองอยู่ในภาวะหลังพิงฝาใกล้จนตรอกในทางกฎหมายก็แคบลงๆ และในทางการเมืองก็เดินหน้าต่อไม่ได้ จึงต้องใช้อาวุธในการเปิดทางหาทางเจรจารอบใหม่ ซึ่งหากไม่จัดการสถานการณ์ก็อาจปะทุกลายเป็น Flash Point จนมีการใช้กำลังไปทั่ว
“ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ภายในกลุ่มของทั้งสองฝ่ายหมดความเชื่อมั่น คนที่สนับสนุนรัฐบาลแต่ไม่นิยมความรุนแรงก็คงหมดความเชื่อมั่นไปเยอะ ขณะเดียวกันความชอบธรรมของรัฐบาลจะลดลง เพราะเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยโดยตรง จะเจอแรงกดดันจากรอบด้านโดยเฉพาะกองทัพ” ปณิธาน กล่าว
ขณะที่ฝั่ง กปปส.เอง ผู้สนับสนุนที่ไม่นิยมความรุนแรงก็คงหมดความเชื่อมั่นคงต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ว่าการยกระดับกดดันจนถึงตัวและกดดันไปถึงธุรกิจของนายกรัฐมนตรีนั้น มีบูเมอแรงกลับมาอย่างไรบ้าง
“พอเหตุการณ์ปะทุแบบนี้มันก็กลับไปหาคนกลางใหม่ ทีนี้คนกลางก็จะทำงานง่ายขึ้นแล้วว่ามาเพื่อหยุดทั้งสองฝ่ายไม่ให้ใช้ความรุนแรง หาเงินจ่ายชาวนา ดำเนินการปฏิรูปและจัดเลือกตั้งใหม่” ปณิธาน กล่าว
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เหตุรุนแรงทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียทั้งคู่ รัฐบาลไม่สามารถดูแลความปลอดภัยของคนส่วนรวมได้ กปปส.ก็เสีย เพราะคนมาชุมนุมแล้วไม่ปลอดภัยก็ไม่มีใครกล้ามา จะเหลือแต่คนที่มาเพราะตั้งใจจริงๆ







