
วงถกปรองดองหวังพลังสังคมจับมือสื่อตัวผลักดัน
วงถกแผนปรองดอง อภิรักษ์ วาดฝันหวังพลังสังคมจับมือสื่อตัวผลักดัน ด้านพงษ์เทพ เชื่อไม่เกิดรูปธรรมในรัฐบาลนี้ เหตุแค่ 4 เดือนก็ยุบสภา ปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าต่อ แนะหาคนกลางต่างประเทศจับคู่กรณีคุยปรองดอง
วงถกแผนปรองดอง อภิรักษ์ วาดฝันหวังพลังสังคมจับมือสื่อตัวผลักดัน ด้านพงษ์เทพ เชื่อไม่เกิดรูปธรรมในรัฐบาลนี้ เหตุแค่ 4 เดือนก็ยุบสภา ปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าต่อ แนะหาคนกลางต่างประเทศจับคู่กรณีคุยปรองดอง
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนา ร่วมปฏิรูปประเทศไทย ถกแผนปรองดอง โดยเชิญ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม และ นายชัยวัฒน์ ถิรพันธุ ประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมท เข้าร่วมเสวนา
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า แผนปรองดองตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอ 5 ข้อ มีความคืบหน้าตามลำดับ โดย วันนี้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติจะประชุมวาระพิเศษ มีการเชิญเครือข่าย ปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สินนอกระบบ ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาถูกละเมิดสิทธิ และการมีส่วนร่วมประชาชนในพื้นที่ ระดมสมอง 2 วัน ซึ่งวันพรุ่งนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมประชุมด้วย
“นอกเหนือจากปัญหาการชุมนุม วันนี้มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจน วันนี้มีความแตกต่างทางคุณภาพชีวิต คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกอย่างนั้น แม้กระทั่งชุมชนเมือง นายกฯ ได้ยกตัวอย่าง สวัสดิการสังคม การเข้าถึงระบบการศึกษา ลูกหลานทุกคนต้องได้รับการศึกษามีคุณภาพ ระบบสาธารณสุขที่ต้องเข้าถึง รวมถึงการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสวัสดิการสังคม ผู้สูงอายุผู้ด้อยโอกาส ก็จะเริ่มต้นมาหารือใน 2วันนี้” นายอภิรักษ์ กล่าว
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า แผนปรองดองนายกฯ 5 ข้อ ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูปประเทศไทย สื่อมีความสำคัญ ร่วมเป็นเจ้าภาพช่วยผลักดัน ให้ประชาชนคนไทย เข้าสู่กระบวนการนี้ เป็นไปตามเจตนารมย์นายกฯ แปลว่า คนไทยมีโอกาส ส่งความคิดเห็น ใช้ช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เนต ปัจจุบันมีช่องทางโทรศัพท์ ตู้ปณ. ก็จะทำให้คนไทยทุกคนมีความรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า กระบวนการเร่งผลักดัน ต้องดึงพลังจากทุกภาคส่วนของสังคม ในการขับเคลื่อน ตามแผน 5 ข้อ วันนี้มีคนศึกษาปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม มีนักวิชาการ สถาบันศึกษาอยู่ มีกลไกเครือข่ายภาคสังคมที่ต่อสู้ปัญหาที่ดินทำกิน แทนที่รัฐบาลทำคนเดียว ก็ดึงพลังทางสังคม เช่นดึงพลังของสื่อ ก็จะขับเคลื่อนที่สำคัญ แปลว่าในทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดมีปัญหาความแตกต่าง มีผวจ. มีองค์กรนปกครองส่วนท้องถิ่น มีมหาวิทยาลัย มีกรอ. คนในพื้นที่รู้ปัญหาของเขา เขาอาจรู้ดีว่าคนจากส่วนกลาง
“สิ่งที่ผลักดันความฝันเป้าหมายร่วม แน่นอนอาจมีความเห็นแตกต่าง แต่มีหลายเรื่องทำได้เลย เช่นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจน หรือกระบวนการยุติธรรม หรือปัญหาเรียกร้องผู้ชุมนุม ที่ว่าสองมาตรฐาน หยิบยกขึ้นมาวาง แต่ถ้ามองยาวในเรื่องความฝัน อยากเห็นประเทศอยู่เย็นเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตดี มีการพัฒนายั่งยืน สุดท้ายคนถามว่าแต่ละเรื่องเสร็จเมื่อไหร่ รัฐบาลปัจจุบันประกาศยุบสภากลางเดือนก.ย.เลือกตั้ง 14 พ.ย. ต้องสามารถมีกลไกขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยต่อเนื่อง” นายอภิรักษ์ กล่าว
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ผลสรุปที่เราทำร่วมดึงพลัง ต้องกำหนดเป้าหมาย เป้าหมายระยะสั้น สุด คือไม่เกิดความรุนแรงขึ้นอีกแล้ว ต้องหลีกเลี่ยงก่อให้เกิดเงื่อนไขยุติการชุมนุม ระยะยาว ก่อนยุบสภาต้องมีข้อสรุปทำได้เลย ในการต่อยอดสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว เช่นปัญหาที่ดิน หนี้นอกระบบ ต้องมีกลไกต่อเนื่อง เป็นวาระประเทศ วาระประชาชน ไม่ใช่เป็นวาระของรัฐบาล และกลับมาดูกลไกในรูปสถาบันต่างๆ สร้างความเข้มแข็ง มีการตรวจสอบ สถาบันการเมือง ถ้าปล่อยให้นักการเมืองเป็นอย่างนี้คนก็ปล่อยให้เป็นความหวังไม่ได้ มีการต่อสู้รุนแรง ต้องสร้างกลไกสถาบัน ส่งเสริมกลไกสถาบันอื่นๆ เช่นสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา ที่สอนนำหลักธรรมมาดำเนินชีวิต การส่งเสริมคุณธรรมจริยธธรรม ปลุกฝังค่านิยม ระยะ 4-5 เดือนไม่พอ แต่หยิบยกวางโต๊ะ และหาเจ้าภาพทำระยะยาว โดยรัฐบาลปัจจุบันทำไว้ หลังประกาศยุบสภา
นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา กล่าวว่า จากการคำนวณระยะเวลาการทำแผนปรองดองแล้วจะมีการยุบสภา ซึ่งเหลือเวลาสี่เดือนเศษ อีกทั้งแผนปรองดองมีเรื่องสำคัญเยอะมาก บอกได้เลยว่ารัฐบาลจะทำให้สำเร็จภายในระยะเวลาแค่นี้ เป็นไปไม่ได้ เพราะหลายปัญหาเป็นปัญหามายาวนาน แม้แต่การบริหารงานของรัฐบาลมาปีเศษ หลายเรื่อง คืบหน้าไหมก็บอกว่าไม่คืบหน้าไปได้มาก หลายเรื่องปัญหาทางสังคมไทย จะทำจริงจัง ก็คงต้องมีรัฐบาลใหม่ ไม่ว่ารัฐบาล ถ้าเขามีความมุ่งมั่นจะสามารถทำได้ดีกว่า
"จุดที่เป็นปัญหาคือ ปัญหาเฉพาะหน้า อยู่ในอำนาจนายกฯ คือทำอย่างไรไม่ให้เกิดการปะทะ สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้ออีก" นายพงษ์เทพ กล่าว
นายพงษ์เทพ กล่าวว่า สถานการณ์ความแตกแยกขณะนี้ควรพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ว่าคนไทย 60 กว่าล้านคนจะอยู่กันอย่างไรแม้จะแตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้
"ควรมีเวทีเปิดให้คู่ขัดแย้งหลักๆ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ฟังความคิดเห็น ทำให้คนขัดแย้งเห็นตรงบางเรื่อง แต่เวทีเหล่านี้ ต้องมีคนเป็นกลางเชื่อถือได้ เข้ามามีนส่วนร่วม แต่ในสังคมไทยหาคนเป็นกลางที่จะไม่โน้มเอียงไปฝ่ายไหนค่อนข้างจะน้อย แต่เห็นช่องทางอยู่ คือเอาคนจากนอกประเทศที่มีประสบการณ์ ดึงความคิดเห็นความขัดแย้ง เข้ามา หลายประเทศใช้วิธีนี้ ถ้าเราไม่สามารถหา ก็สามารถดึงคนจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์เข้ามา เมื่อมีคนที่สามก็จะทำให้คู่ขัดแย้งพูดด้วยเหตุผลมาก" นายพงษ์เทพ กล่าว
นายพงษ์เทพ กล่าวสนับสนุน การตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ 10 เม.ย.และเหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง แต่จะทำอย่างไร ให้มีคณะตรวจสอบเป็นที่ยอมรับได้ คือนอกจากมีกระบวนการตรวจสอบ หลายเรื่องมั่นใจได้คือกระบวนการยุติธรรม ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาทำอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ที่มีการกล่าวหานักการเมืองแย่ไปทั้งหมดนั้น ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานหลายองค์กร ว่า ไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่ ไม่ใช่นักการเมืองเลวไม่มีชิ้นดี ระบบอื่นจะดีเลิศ แม้แต่วงการศึกษา วิชาการก็มีเรื่องการทุจริต ดังนั้นจะทำอย่างไรในการยกมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม ยกมาตรฐานซื่อสัตย์สุจริตเข้ามา ต้องวางระยะยาวในระบบการศึกษา ว่าคนไทยจะอยู่ในมาตรฐานใหม่หรือไม่
"ผมกล้าพูดได้ ระบบประเทศไทยไปได้ การเมืองต้องดี การเมืองต้องเข้มแข็ง ต้องมีคนจริงใจเข้าสู่ภาคการเมือง แต่ถ้าสร้างระบบอะไรไร้เหตุผล ให้คนมีคุณสมบัติเหมาะสมเขาลังเล ว่าเข้ามาถูกตราหน้าว่าเลว การเมืองไม่มีวันไปได้ ผมไม่สามารถบอกว่าทางออกประเทศไทยคืออะไรแต่ถ้าคนไทยคิดอย่างมีเหตุผล ก็จะทำให้มีทางออก"นายพงษ์เทพ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันที่นายกฯประกาศแผนปรองดอง เท่าที่ติดตามความรู้สึกของคนไทย ฟังเสียงประชามติ ความรู้สึกมันขึ้น ตลาดหุ้นขึ้น แต่เมื่อพอขึ้นจะเป็นอันตรายตามมาเสมอ ทั้งนี้ในทางทฤษฏี คือ ความคาดหวังที่วิ่งขึ้นแล้วได้รับการตอบสนองไหม ถ้าไม่ สิ่งที่จะตามมาคือความคับข้องใจ และคับข้องใจแล้ว สิ่งที่อาจตามมาคือความรุนแรงก้าวร้าว เป็นทฤษฏีที่เกิดขึ้นทั่วโลก
"แผนปรองดองจึงเป็นผลเฉพาะหน้า มาถึงวันนี้ นายกฯเริ่มอึดอัด กระแสเชียร์ใช้ความรุนแรงจากฝ่ายเชียร์รัฐบาลก็อาจจะขึ้น" นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การใช้คำกิริยาต่อแผนปรองดองมีผลอย่างมากในสังคมไทย เช่น แผนปกป้องสถาบันกษัตริย์นั้น กริยายาที่น่าใช้ที่สุด คือ “ยก “ ถ้าใช้กิริยาผิด เช่น ขึ้นต้นว่า ไล่จับ ความขัดแย้งไม่ลดจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้ายก คือ”ยก” เชิดชูพระมหากษัตริย์เหนือการเมืองทุกฝ่าย ทำให้สถานการณ์ดูดี
ส่วนความอยุติธรรมในสังคมไทย ต้องใช้คำว่า” เปลี่ยน” ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม เปลี่ยนโครงสร้าง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น 10 เม.ย. รัฐบาลจะใช้กลไกภาคราชการในการตรวจสอบ แต่เวลานี้ทราบดีว่ากลไกรัฐบาลเป็นที่พอใจแค่ไหน คนกลุ่มหนึ่งยอมรับ คนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับ จึงต้องกลายเป็นกระบวนการคัดเลือก การมีส่วนร่วมเลือกคนมาตรวจ เช่นฝ่ายรัฐบาลเสนอชื่อมา ฝ่ายค้านเสนอชื่อมา ถามว่าทำได้ไหม ได้ แต่ตอนนี้มีคู่ขัดแย้ง
ประเด็นที่สามปฏิรูปสื่อ ถ้าใช้คำกริยาว่า ล้าง อาจเป็นปัญหา เพราะเจตนาล้าง อาจปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ก็ไม่แน่จะมีประโยชน์ต่อปรองดองระยะยาวหรือไม่ จึงควรใช้คำกริยาว่า “ เปิด” จะเปิดที่ไหน เป็นไปได้ไหมให้สื่อของรัฐเปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งจริงๆ เช่นเปิดช่อง 11 อาจได้ดูคนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงอยากพูด จัดเวลาช่วงเวลาสีรุ้ง เชิญคนเหล่านี้มาพูด
ส่วนการปฏิรูปการเมือง ใช้กริยาว่า” การจัด” ถ้าเลือกตั้งปลายปี โจทก์ไม่อยากเห็นความรุนแรงในการเลือกตั้งจะควบคุมได้อย่างไร เช่น ฟิลิปปินส์ ตาย 10 ศพ. ทำอย่างไรให้นักการเมืองปลอดภัยจากถูกล่า ฆ่ายิง หมายความว่า”การจัด”ที่ว่า ถึงเวลาหรือยังกับการ “จัดการ” อาวุธเถื่อนที่แพร่หลายในสังคมไทยสักที การควบคุมอาวุธ การจัดการซุ้มมือปืน การจัดการทหารนอกแถว เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งปลอดภัยในระยะยาว ที่ทำให้นักการเมืองได้ทำงาน
“ทางออกแผนปรองดอง ณ เวลานี้ อยากให้คิดถึงเบื้องหลังของตัวเอง กล่าวคือ อยากให้นายกฯ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ คนในบ้านเลขที่ 111 คิดถึงเบื้องหลังความขัดแย้งในสังคม หมายความว่าทำอะไรไปแล้วคนเจ็บคนตาย เกิดขึ้นเรารับผิดชอบอย่างไร สมมติวันนี้ไม่ยอมรับแผนปรองดอง นายกฯถูกบีบให้ใช้กำลัง คนเสื้อแดงมีอะไรในพื้นที่ เข้าไปต่อสู้กัน ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร เช่นนายกฯไปหาเสียงถูกกล่าวหามือเปื้อนเลือด หรือนปช.หรือพรรคเพื่อไทยลงหาเสียงว่าพรรคพาคนไปตาย หรือภาพคนแก่ถูกปืนจ่อหัว จึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน จะตัดสินใจว่าอย่าทำตรงนั้นไหม เพราะผมเชื่อว่ามีพ่อมด หมอผีมากมายในสังคมที่จะเข้ามาซ้ำเติม จึงต้องฝ่าข้าม ตัดสินใจกับสิ่งเหล่านี้” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ด้านนายชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ กล่าวว่า แผนปรองดองไม่สามารถใช้เวลาน้อยๆ ทำเสร็จในตัวของมันได้ อาจใช้เวลา 20-30 ปี ทุกคนสาละวนแก้ปัญหาความปรองดอง แต่ไม่เริ่มต้นที่จะทำร่วมมือกัน และที่สำคัญไม่เคยเอาปัญหาของชาติมาเป็นตัวตั้ง ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของชาติคือความขัดแย้งทางการเมือง เป็นพวกนักการเมือง แม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ บุคลากรในสถาบันการศึกษาต่างๆ คนมีส่วนได้ส่วนเสีย คนพวกนี้ไม่ได้เอาประเทศชาติมาเป็นตัวตั้ง แต่มองผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง ปัญหาเหล่านี้จึงขจัดไม่ได้ จึงมองว่า ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ในระยะเวลาอันสั้น







