
เปิดเสรีขนส่งไทยรอวันเจ๊ง
เอสเอ็มอีโลจิสติกส์ไทยเตรียมเจ็บตัว ชี้หลังเปิดเสรีโลจิสติกส์ หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวเตรียมหายจากตลาด 20-30%
เอสเอ็มอีโลจิสติกส์ไทยเตรียมเจ็บตัว ชี้หลังเปิดเสรีโลจิสติกส์ หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวเตรียมหายจากตลาด 20-30%
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการศึกษาศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ และขนส่งทางบกไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า ผลกระทบจากการเปิดเสรีบริการสาขาโลจิสติกส์ในปี 2553-2554 ที่เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้กับบุคคล นิติบุคคล ที่มีสัญชาติอาเซียนเข้ามาถือหุ้นได้อย่างน้อย 51% และในปี 2555-2556 อย่างน้อย 70% จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้านโลจิสติกส์ และการขนส่งทางบกที่เป็นบริษัทไทย โดยอาจส่งผลให้มีการเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 20-30% ภายใน 3 ปี ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา
เนื่องจากศักยภาพของธุรกิจในสาขาดังกล่าวของไทยยังเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอยู่ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งในเรื่องแรงงาน ที่มีความสามารถทางภาษาน้อยกว่า และยังใช้เทคโนโลยีได้ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ในส่วนของผู้บริหารคนไทยยังมีวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการ ความสามารถและเครือข่ายของผู้บริหารก็น้อยกว่า
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของภาครัฐยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ เป็นต้น
“ถ้าไทยไม่เร่งพัฒนาในอีก 3-4 ปี ก็มีโอกาสโดนเวียดนามแซงได้ แม้ว่าตอนนี้เวียดนามจะยังตามไทยอยู่ แต่เวียดนามก็เร่งพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน” นายอัทธ์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มที่ไทยจะไปลงทุนในอาเซียนในช่วง 3-5 ปี คาดว่านักธุรกิจไทยจะไปลงทุนในต่างประเทศไม่มากนัก หรือคิดเป็นประมาณ 10% เท่านั้น เนื่องจากยังมีปัญหาด้านภาษา การมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับต่างชาติ และธุรกิจไทยยังไม่มีความเข้มแข็ง มีแต่ปริมาณมากเท่านั้น
ขณะที่การเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ก็จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นไม่มากนักเช่นเดียวกัน หรือคิดเป็นประมาณ 10-15% เพราะก่อนที่จะมีการเปิดเสรีต่างชาติก็ได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้อยู่แล้วแต่ไม่เป็นการเปิดเผย โดยสิงคโปร์มีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น โดยจะเน้นการบริหารจัดการ หรือเป็นคนกลางมากกว่าลงทุนซื้อรถรับส่งสินค้า เนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่าและลงทุนน้อยกว่า ส่วนมาเลเซียจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจขนส่งทางบก
ด้านลักษณะการลงทุนจะแตกต่างกันตามขนาดของบริษัทผู้ลงทุน โดยบริษัทใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบซื้อกิจการทั้งหมด ขณะที่บริษัทเอสเอ็มอีจะมีการลงทุนแบบร่วมหุ้น ซึ่งบริษัทที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยคนไทยจะลดลง โดยเปลี่ยนไปร่วมทุนกับต่างชาติมากขึ้น
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลและเอกชนต้องเร่งดำเนินการ คือ ภาครัฐต้องสร้างความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของเออีซี ให้ผู้ประกอบการทราบอย่างทั่วถึง ภาคเอกชนควรรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของไทยให้มากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งรัฐต้องเร่งสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการรวมตัว โดยการให้ผลประโยชน์ต่างๆ เช่น ภาษี สิทธิพิเศษ เป็นต้น







