
แรงเสียดทานภาคธุรกิจสะเทือนเก้าอี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์
แรงกดดันจากภาคธุรกิจเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเริ่มกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
แรงกดดันจากภาคธุรกิจเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเริ่มกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภายหลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาไม่ยกเลิกการออกประกาศตาม พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่มีคำสั่งห้ามนำประกาศ 9 ข้อมาใช้กับผู้ชุมนุม
คำสั่งศาลแพ่งดังกล่าวส่งผลให้ภาคธุรกิจยิ่งเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลเร่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะนอกจากจะไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุน
ขณะเดียวกัน เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้อาวุธสงครามและระเบิดนานาชนิดจนมีผู้เสียชีวิต และอาจบานปลายเกิดเหตุนองเลือดได้
เชื่อว่าจะทำให้นับจากนี้ แรงกดดันต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ภาคเอกชนตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการชุมนุมเมื่อเดือน พ.ย. 2556 และพยายามที่จะหาทางให้สองฝ่ายยุติความขัดแย้งให้เร็วที่สุด แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะยังไม่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายปี ผู้ประกอบการล้วนมีคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกจากต่างประเทศอยู่ในมือแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวอยู่ในช่วงไฮซีซั่น ที่จะมีผลกระทบบ้างก็เฉพาะโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่มีการชุมนุมทางการเมือง
แต่เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มส่อเค้าจบไม่ลง ภาคธุรกิจก็ตระหนักว่าหากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป และเกิดความรุนแรงขึ้นเมื่อไหร่ เศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว อาจถึงขั้นถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยได้โดยง่าย
ด้วยเหตุนี้ ภาคเอกชนจึงพยายามรวมตัวกัน ตั้งแต่ 7 องค์กร ที่มีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย เป็นหัวหอกยื่นข้อเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งสองฝ่ายมาเจรจาหาทางออกร่วมกัน จนสุดท้ายเมื่อต้นเดือน ม.ค. 2557 ทั้ง 7 องค์กร ได้ขยายวงกลายเป็น 25 องค์กร มีการร่วมมือกับภาควิชาการและภาคสังคม และเรียกร้องระดับสูงสุด ให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยขึ้น
เพราะสถานการณ์การเมืองขณะนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมแสดงท่าทีชัดเจน ไม่ยอมรับการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ. 2557 หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556
แต่ความพยายามของ 25 องค์กร ก็ไร้ผล เพราะไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์
สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงเป็นลำดับ จนสุดท้ายรัฐบาลออกประกาศตาม พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยาวนานถึง 60 วัน เป็นการออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนจะถึงเทศกาลตรุษจีนเพียงสัปดาห์เดียว ผลคือนักท่องเที่ยวตลาดจีน โดยเฉพาะฮ่องกง ที่เตรียมใช้วันหยุดยาวในไทย ยกเลิกทัวร์ทันที หลังจากฮ่องกงยกระดับคำเตือนขึ้นเป็นสีดำซึ่งเป็นระดับสูงสุด ส่วนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ แม้จะไม่ยกเลิกทั้งหมด แต่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยก็ต้องปรับตัวกันจ้าละหวั่น แม้กระนั้นจังหวัดท่องเที่ยวใกล้เคียงกรุงเทพฯ ก็ยังถูกหางเลข ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ชลบุรี ระยอง ถูกยกเลิกทัวร์และห้องพักโรงแรม
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรม ทั้ง วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. และ นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุตรงกันว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาเจรจาทำธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อสินค้า วัตถุดิบ การผลิต ฯลฯ เพราะต่างประเทศทั้งผู้ค้าและนักลงทุนต่างเลื่อนการเดินทางมาเจรจาการค้าในไทยออกไปหมดจนผู้ประกอบการไทยต้องนัดไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศแทน
ด้วยเหตุนี้ ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. 2557 จึงปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 55 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2552 โดยดัชนีลดลงเหลือเพียง 86.9 จากยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ที่ชักแถวลดลงถ้วนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ฉะนั้น แม้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาไม่ยกเลิกประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่จากคำสั่งที่ห้ามรัฐบาลนำประกาศ 9 ข้อมาใช้กับผู้ชุมนุม จึงทำให้ผู้ประกอบการทุกวงการจี้ให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเสีย เพราะคงไว้ก็ไร้ประโยชน์
โดยเฉพาะธุรกิจด้านท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบเฉพาะหน้ามากที่สุด ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ถึงกับเสนอในที่ประชุมร่วม รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว เพราะถ้าไม่รีบยกเลิก รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไปเฉียด 1 แสนล้านบาทในครึ่งแรกปีนี้
แต่ดูเหมือนสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองบานปลายเกินไปกว่าที่คาดไว้มาก หลังเริ่มมีการใช้อาวุธสงครามและระเบิด สร้างเหตุรุนแรง จนมีเด็กถึง 3 คน กลายเป็นเหยื่อสังเวยชีวิต ไม่นับผู้ใหญ่ที่ต้องตายไป รวมทั้งผู้บาดเจ็บอีกมากมาย
ในด้านกลับกัน กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลพลพรรคเสื้อแดง ที่ชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ประกาศศึกท้ารบกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล มีการให้ข่าวระดมชายฉกรรจ์ให้มาร่วมต่อสู้
สถานการณ์ที่เลวร้ายและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิสู้รบในขณะนี้ยิ่งทำให้นักธุรกิจขนหัวลุกมากขึ้น เพราะแม้ไม่มีเหตุรุนแรง หลายสำนักก็ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลง 0.51% อยู่แล้ว รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลืออัตราโต 34% จากเดิม 45%
แต่มีเงื่อนไขห้อยท้ายว่า ตัวเลขจีดีพีใหม่จะเป็นไปได้ ต้องปราศจากความรุนแรงในสถานการณ์การเมืองด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักธุรกิจหลายคน หลายวงการเริ่มส่งเสียงกดดันให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี นอกจากเพื่อหยุดยั้งสมรภูมิเลือดที่ส่อเค้าจะเกิดขึ้นแล้ว
การที่มีรัฐบาลใหม่ ที่อาจจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อปฏิรูปประเทศไทย แต่มีอำนาจเต็มในการบริหารงานราชการ ภายในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี สามารถประคองตัวเองให้ผ่านพ้นไปได้
ไม่ประสบภาวะถดถอยอย่างที่หลายฝ่ายหวาดกลัว







