
ปูลั่นขอทำหน้าที่จนนาทีสุดท้าย
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ปรากฏตัวออกมาเพื่อปฏิบัติราชการเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยวานนี้ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์โอท็อปคอมเพล็กซ์ พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี จากนั้นได้กล่าวแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างการชุมนุมของ กปปส.ที่ จ.ตราด และย่านราชประสงค์ พร้อมกับประณามผู้ที่ลงมือก่อเหตุ ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ปรากฏตัวออกมาเพื่อปฏิบัติราชการเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยวานนี้ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์โอท็อปคอมเพล็กซ์ พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี จากนั้นได้กล่าวแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างการชุมนุมของ กปปส.ที่ จ.ตราด และย่านราชประสงค์ พร้อมกับประณามผู้ที่ลงมือก่อเหตุ ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ยิ่งลักษณ์ แสดงท่าทีเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกว่า อยากให้หันหน้ามาพูดคุยกัน และเร่งหาทางออกประเทศให้เร็วที่สุด โดยยินดีพูดคุย พร้อมขอความร่วมมือทุกฝ่าย ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนกลาง แต่ควรหันหน้ามาพูดคุยหารือกัน ต้องเห็นแก่ประเทศ ไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่าการหันหน้าเข้าหากัน ถึงเวลาแล้วที่จะพูดคุยกัน
“ขอเรียนว่าจะไม่ให้มีที่ยืนอยู่เลยหรือ ทุกวันนี้อยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย แม้จะมีหลายคนบอกให้ลาออก แต่การลาออกเป็นทางออกหรือไม่ ถ้าการลาออกเพื่อเปิดทางให้เป็นสุญญากาศ ฉีกรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยจะทำได้อย่างไร ดิฉันมีหน้าที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และในฐานะผู้นำรัฐบาลที่จะต้องรักษาประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันมีกลไกเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกตั้งเกิดขึ้น และบอกให้ลาออกจะทำให้ประเทศเข้าสู่สุญญากาศ ทำให้ความเชื่อมั่นต่างๆ ลดลงไป” นายกฯ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
จากนั้นนายกฯ ตอบคำถามถึงกระแสข่าวที่อาจจะเกิดการรัฐประหารว่า “ดิฉันจะทำหน้าที่ของดิฉันจนนาทีสุดท้าย”
“ก็ต้องขอร้องนะคะ ดิฉันเองอยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย ดิฉันให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ก็คงต้องขอให้ทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ ดีกว่าที่ต่างคนต่างยื่นข้อเรียกร้องแบบนี้ เรายื่นข้อเรียกร้องแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว และเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถหันหน้าเข้าหากัน ถ้าเราช่วยกัน หันหน้าเข้าหากัน อะไรแก้ได้ช่วยกันแก้ ดิฉันคิดว่าอันนี้จะเป็นทางออกที่ดีกว่า” ยิ่งลักษณ์ กล่าว
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยคิดที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เกิดการสูญเสีย แต่ถึงเวลาแล้วที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ต้องยุติการเคลื่อนไหวเพื่อลดการสูญเสีย และหันหน้ามาเจรจา ซึ่งส่วนตัวยินดีที่จะหันหน้ามาเจรจาด้วยเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล ขอให้มั่นใจว่าไม่มีรัฐบาลไหนอยากให้เกิดความรุนแรง โดยส่วนตัวรู้เบื้องหลังหมด วันหนึ่งจะพูดให้ชัด
“รู้ตัวละครทั้งหมด เป็นคนที่เคลื่อนไหวเมื่อปี 2549 และมีเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งเป็นผู้กระหายอำนาจ โดยไม่ลงเลือกตั้ง เพราะลงก็แพ้ เลยต้องใช้วิธีนี้ โดย สุเทพ เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะเลขานุการ ศรส. กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ความรุนแรงที่ปรากฏออกมาในช่วงนี้ เป็นกลุ่มพวกหัวรุนแรงที่แทรกซ้อนอยู่ในการชุมนุมของมวลชน กปปส. แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นพวกเดียวกับกลุ่ม กปปส.หรือไม่ เพียงแต่มีเป้าหมายเดียวกันที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
“กลุ่มที่ลงมือไม่ได้อยู่ใต้ปีก กปปส. แต่แสวงประโยชน์ร่วมกับ กปปส. ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล และยุทธวิธีที่ใช้ของกลุ่มคนพวกนี้จะใช้ความรุนแรงเข้ามาดำเนินการเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายผู้ชุมนุม” พล.ท.ภราดร กล่าว
ทั้งนี้ พล.ท.ภราดร ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าเหตุการณ์กราดยิงผู้ชุมนุม กปปส. ที่ อ.เขาสมิง จ.ตราด เป็นฝีมือกองกำลังต่างชาติตามที่ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) หรือหน่วยซีล กล่าวอ้างแต่อย่างใด







