
เอกชนบี้รัฐบาลต้องเริ่มต้นแก้ปัญหา
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับว่ารัฐบาลทำอะไรก็ไม่ถูกไปหมด ปัญหาจะไม่จบถ้าหากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย และยิ่งทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนยืนอยู่ระหว่างภูเขาไฟ 2 ลูกที่พร้อมจะระเบิดตลอดเวลา
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับว่ารัฐบาลทำอะไรก็ไม่ถูกไปหมด ปัญหาจะไม่จบถ้าหากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย และยิ่งทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนยืนอยู่ระหว่างภูเขาไฟ 2 ลูกที่พร้อมจะระเบิดตลอดเวลา
ทางออกของปัญหาครั้งนี้ต้องเริ่มจากรัฐบาลจะต้องมองอนาคตประเทศเป็นที่ตั้ง มองออกไป 3-5 ปี หรือยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้ และช่วยคิดว่า ถึงเวลานั้นประชาชนและเอกชนจะอยู่อย่างไร
ส่วนการจะแก้ปัญหาอย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิด ถ้าหากจะลาออกก็ต้องอธิบายกับข้างที่สนับสนุนรัฐบาลให้เข้าใจ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่จบ และเกิดการมาแก้แค้นกัน ตรงกันข้ามหากจะไม่ลาออกก็ต้องอธิบายกับ กปปส. แต่ไม่ว่าจะเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีใดก็ต้องกล้าที่จะทำ และต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
“ที่น่าห่วงตอนนี้คือ รัฐบาลมีอำนาจอยู่ในมือและก็มีหน้าที่ด้วย แต่ไม่ทำอะไรเลย และคุณก็ไปโผล่ตรงนั้นทีตรงนี้ที ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ น่าเสียดายและน่าผิดหวัง” พรศิลป์ กล่าว
อนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางออกที่ดีคืออยากให้ทั้งสองฝ่าย กปปส.และรัฐบาล ร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ เพื่อให้การชุมนุมจบให้เร็วที่สุด เพราะการเมืองเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทบจิตวิทยาผู้บริโภค ชะลอการใช้เงินลง จากเดิมสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยและกลับมาใช้ชีวิตปกติ ส่วนในแง่ธุรกิจ ต้องเตรียมแผนการตลาดเชิงรุก รองรับกับสถานการณ์ตลาดหากกลับสู่ภาวะปกติ เพื่อพร้อมทำตลาดอย่างเต็มที่
อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมบ้านจัดสรร กล่าวว่า การหาข้อยุติทางการเมืองนั้น ต้องมีคนกลางหรือองค์กรกลางเพื่อมาเป็นกรรมการในการตัดสินปัญหาของทั้งสองฝ่าย แต่ที่ผ่านมาคนกลางหรือองค์กรกลางนั้นดูไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีการดิสเครดิตกัน
“เวลานี้ต้องมีคนกลาง ไม่มีไม่ได้ ปัญหาไม่จบ อาจจะใช้อดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังมีชีวิตอยู่มาเป็นคนกลาง เพราะคนเหล่านี้เคยเป็นผู้นำประเทศมาก่อน ต้องมีความหวังดีกับประเทศมาร่วมกันหาทางออก หากยังมองว่าไม่เป็นกลางอีก อาจจะเป็น 7 องค์กรธุรกิจเอกชนก็ได้” อธิป กล่าว
ขณะที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากที่มีการเชิญชวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเครือข่าย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ให้โอนย้ายเครือข่าย ปรากฏว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการขอโอนย้ายไปใช้เครือข่ายอื่น 2,000 เลขหมาย แต่ก็มีผู้ใช้บริการเครือข่ายอื่นย้ายมาใช้เอไอเอส 1,500 เลขหมาย
ขณะที่ ยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทียืนยันที่จะเป็นพันธมิตรกับเอไอเอสต่อไป แม้ว่าจะเจอกระแสกดดันทางการเมืองก็ตาม เพราะเอไอเอสเป็นคู่สัญญาสัมปทานที่ดีมาโดยตลอด และจะให้เอไอเอสเชื่อมโยงโครงข่ายการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ทีโอทีมีรายได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่เอไอเอสจ่ายส่วนแบ่งสัมปทานปีละ 2 หมื่นล้านบาท
นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า มาตรการของเอไอเอสในเวลานี้อยู่ระหว่างชี้แจงและอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจผ่านช่องทางต่างๆ ว่าเอไอเอส ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ปัจจุบันผู้ก่อตั้งไม่ได้ถือหุ้นในกลุ่มบริษัท จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด มีการรายงานการถือหุ้นกับตลาดหลักทรัพย์สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ การดำเนินงานของเอไอเอส เน้นการให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด จึงขอร้องผู้ใช้บริการอย่าได้โอนย้ายเลขหมาย แต่ท้ายที่สุดสิทธิ์ในการโอนย้ายเลขหมายเป็นของผู้ใช้บริการในการตัดสินใจ







