posttoday
ผลผลิตต่ว่างงานศก.โลกเสี่ยงติดกับภาวะโตซบ

ผลผลิตต่ว่างงานศก.โลกเสี่ยงติดกับภาวะโตซบ

24 กุมภาพันธ์ 2557

ถือเป็นข่าวดีรับสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหวในภาคการผลิต หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ถือเป็นข่าวดีรับสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหวในภาคการผลิต หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ของสหรัฐ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ในเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2010 จาก 53.7 จุด ในเดือน ม.ค. ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 56.7 จุด อีกทั้งยังนับเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วที่สุดในรอบ 4 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึง โช อาโอยามะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากมิซูโฮะ ซีเคียวริตี เห็นว่า ข่าวดีดังกล่าวทำให้ตลาดในขณะนี้เริ่มมีความหวังและเชื่อมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจของสหรัฐที่แนวโน้มการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง กระทั่งคาดหวังได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติจะคืนกลับสู่สภาวะปกติ

ดังนั้น สถานการณ์ตลาดหุ้น ตลาดทุนทั่วโลกเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงผ่อนคลายและปรับตัวขึ้นมาอยู่ในแดนบวกกันทั่วหน้า โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ ออล คันทรี เวิลด์ ซึ่งจับตาความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น 45 ประเทศทั่วโลกเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ดัชนีเอฟทีเอสอี ยูโรเฟิร์สท์ 300 เพิ่มขึ้น 0.3% ดัชนีนิกเกอิ ญี่ปุ่น ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.9% และดัชนีเอ็มเอสซีไอของเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.83%

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณทางบวกให้เศรษฐกิจโลกในปี 2014 นี้ มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่สดใสมากแค่ไหน กระนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่งก็ยังไม่วายวางใจและอดออกโรงเตือนนักลงทุน ตลอดจนบรรดารัฐบาลทั่วโลกไม่ได้ว่า ยังคงเร็วเกินไปที่จะออกอาการเริงร่าในขณะนี้

เหตุผลเพราะ หากพิจารณาข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา หรือกระทั่งประเทศพัฒนาแล้ว พื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจและระดับอัตราความเร็วในการขยายตัวยังคงถือว่าอยู่ในระดับเชื่องช้าจนน่ากลัวว่าจะเสี่ยงกับปัญหาอัตราการเติบโตต่ำ

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนจากองค์การเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่เปิดเผยออกมาเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้าการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ว่าโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะตกหลุมเข้าสู่ยุคการเติบโตต่ำ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังมีการขยายตัวเติบโตได้ แต่อัตราการเติบโตกลับอยู่ในระดับเชื่องช้าและต่ำมาก จนเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกสำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ทั้งนี้ แม้ว่าตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าของบางประเทศ เช่น สหรัฐ หรือจีน จะปรับตัวดีขึ้นให้นักลงทุนพอใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวก็ยังไม่อาจถือเป็นข่าวดี เมื่อตัวเลขภาคการผลิตโดยรวมแทบทุกประเทศทั่วโลกยังคงอยู่ในอัตราที่ช้ามากนับตั้งแต่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2008 โดยโออีซีดีระบุว่า อัตราที่เชื่องช้าดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นลางบอกเหตุของการเริ่มต้นเข้าสู่ ยุคการเติบโตต่ำ ก็เป็นได้

แองเจิล กูร์เรีย ประธานโออีซีดี ระบุชัดว่า ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนี้ยังคงเป็นไปอย่างเฉื่อยชา เชื่องช้า ซึ่งนับเป็นส่วนที่น่าวิตกว่าเศรษฐกิจโลกจะมีอัตราการเติบโตอยู่ในช่วงขาลงเมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยอัตราการเติบโตเฉพาะของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในปี 2013 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.3% จากปี 2012 ซึ่งอยู่ที่ 1.5% ขณะที่การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ตกอยู่ในภาวะเปราะบาง เนื่องจากหลายประเทศแสดงให้เห็นชัดว่าขาดภูมิคุ้มกันและพึ่งพาทุนจากต่างชาติมากจนเกินไป

ขณะที่ก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โออีซีดียังได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2014 ลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือน พ.ค. จาก 4% มาอยู่ที่ 3.6% โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะความเปราะบางอ่อนแอของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อยุคเติบโตต่ำคือ 3 ปัจจัยหลักขับเคลื่อนที่ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหวเติบโตได้อย่างดี 1) ตลาดสินเชื่อ 2) อัตราการลงทุน และ 3) ปริมาณการค้าขาย ที่ปัจจัยเหล่านี้ของแทบทุกประเทศทั่วโลกกลับอยู่ในระดับที่นักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึงโออีซีดีเห็นตรงกันว่าเชื่องช้าเอามากๆ ขณะที่บางประเทศอยู่ในระดับอ่อนแอที่ร้ายแรงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเสียอีก

นักวิเคราะห์ระบุว่า อัตราการเติบโตในหลายประเทศทั่วโลกเงียบเหงา อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับสูง กิจกรรมค้าขายเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยยังไม่รวมปัญหาของกลุ่มประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอยู่ในระดับอ่อนด้อยและขาดแคลน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อการที่เศรษฐกิจจะเดินหน้าเติบโตต่อไปได้

ปิแอร์ คาร์โล ปาโดแอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากโออีซีดี แสดงความเห็นอีกว่า ปัจจัยหลักที่น่าจับตามองมากที่สุดก็คือ อัตราการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโรงงานใหม่ เครื่องจักรใหม่ อุปกรณ์ใหม่ หรือแม้กระทั่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างการวิจัยและพัฒนากระบวนการธุรกิจ เทคโนโลยีนวัตกรรม หรือการฝึกฝนพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งอัตราการลงทุนนี้ถือเป็นตัวหลักที่ส่งผลต่อการเติบโตในภาคการผลิตและการค้าของทุกประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ อัตราการลงทุนในธุรกิจในปัจจุบันของบรรดาประเทศพัฒนาแล้วยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในระดับสูงและระดับที่ยั่งยืนในอนาคต ขณะที่หลายประเทศในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะบราซิล อินเดีย และอินโดนีเซีย ยังมีปัญหาในเรื่องของการลงทุนด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตในระดับสูงเพื่อพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมและความเป็นเมืองภายในประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเติบโตของบางประเทศยังสั่นคลอนด้วยปริมาณการค้าที่เสียเปรียบดุลการค้าให้กับประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกันประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน ก็ยังไม่อาจวางใจได้ โดยมีประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างการเพิ่มปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศให้เพียงพอเพื่อทดแทนหรือควบคู่กับการส่งออกที่มีแนวโน้มว่าจะลดลง เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าความเสี่ยงที่โลกจะติดอยู่กับยุคการเติบโตต่ำจะไม่มีหนทางหลีกเลี่ยงเสียเลย โดยหนึ่งในทางออกที่สำคัญที่สุด คือ การที่แต่ละประเทศต้องเร่งหันมาปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเอง โดยเป็นเรื่องน่ายินดีว่าหลายประเทศเริ่มเร่งลงมือปฏิรูปบ้างแล้ว

และแม้จะยังไม่เพียงพอสำหรับการผลักดันให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในระดับดี กระนั้น อย่างน้อยการได้เริ่มต้นลงมือทำก็ยังดีกว่าหลายๆ ประเทศกำลังพัฒนาที่ยังไม่แม้แต่จะลงมือทำ แต่มีทีท่าว่าจะก้าวถอยหลังลงสู่กับดักด้วยตนเอง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง