
ชาวนา 2 หมื่นราย จองคิวฟ้องรัฐ
ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานว่า มีใบประทวนข้าวเปลือกเข้าโครงการ จำนวน 573,447 สัญญา ปริมาณข้าว 3,859,716 ตัน คิดเป็นเงินที่ ธ.ก.ส.จ่ายให้ชาวนาไปทั้งสิ้น 6.2 หมื่นล้านบาท หรือมีเงินที่ยังค้างชำระชาวนาอีกราว 1.166 แสนล้านบาท
ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานว่า มีใบประทวนข้าวเปลือกเข้าโครงการ จำนวน 573,447 สัญญา ปริมาณข้าว 3,859,716 ตัน คิดเป็นเงินที่ ธ.ก.ส.จ่ายให้ชาวนาไปทั้งสิ้น 6.2 หมื่นล้านบาท หรือมีเงินที่ยังค้างชำระชาวนาอีกราว 1.166 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10-20 ก.พ. ธ.ก.ส.สามารถจ่ายเงินให้ชาวนาเพิ่มได้ราว 2,723 ล้านบาท
ตัวเลขเงินค้างจ่ายข้างต้นสะท้อนให้เห็นความทุกข์ร้อนของชาวนาเป็นอย่างดี ทำให้เวลานี้ชาวนานับแสนคนทั่วประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะเงินขาดมือ เนื่องจากไม่ได้รับเงินจำนำข้าวไปใช้จ่าย ใช้หนี้
หลายคนเครียดจัดต้องตัดสินใจฆ่าตัวตาย ไปแล้ว 11 คน ที่เหลือก็ได้รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลในเมืองกรุง ควบคู่ไปกับการฟ้องร้องดำเนินคดีให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงิน
ทางกลุ่ม กปปส.เห็นถึงความเดือดร้อน จึงระดมเงินบริจาคจากคนในกรุงเทพฯ ได้ 25 ล้านบาท มอบให้สภาทนายความนำไปใช้ต่อสู้คดี ซึ่งได้มอบเงินกันไปแล้ว เมื่อ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา
เงินก้อนนี้จะถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนชาวนาในการฟ้องคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักๆ จะนำไปชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาล เพื่อชาวนาจะได้ไม่ต้องขอฟ้องแบบอนาถา ซึ่งการฟ้องลักษณะนี้ต้องรอให้ศาลไต่สวนคำร้องและอนุญาตเสียก่อนถึงจะดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้ แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนค่าฤชาธรรมเนียมศาลเช่นนี้แล้วก็ทำให้กระบวนการฟ้องคดีเร็วขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ อธิบายว่า โดยปกติสภาทนายความจะมีกองทุนช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย โดยจัดสรรจากรายได้ของสภาทนายความไม่น้อยกว่า 10% ในกรณีนี้ทาง กปปส.มีเงื่อนไขว่าเงินที่มอบให้ต้องนำไปช่วยชาวนา ดังนั้น จึงต้องมีระเบียบการเบิกจ่ายเป็นกรณีพิเศษ
ทั้งนี้ จะต้องไปเขียนระเบียบการเบิกจ่ายใหม่ นิยามคำว่า “ชาวนา” คือใคร ซึ่งจะรวมไปถึงชาวไร่ด้วย เป็นระเบียบที่ช่วยชาวนาทุกเรื่อง ไม่เฉพาะแต่เรื่องจำนำข้าว แม้แต่คดีเกี่ยวกับหนี้นอกระบบก็ช่วยได้เช่นกัน โดยจะเสนอเข้าที่ประชุมสภาทนายความ ในวันที่ 28 ก.พ.นี้
นอกจากนี้ จะมีการประชุมประธานสภาทนายความในทุกศาลจังหวัด ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ ถึงแนวทางการฟ้องคดีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะจัดกลุ่มชาวนาผู้ฟ้องคดีเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.กลุ่มที่ไม่มีเอกสารอะไรเลย คือ เอาข้าวไปโรงสีแล้ว ชั่งน้ำหนักแล้ว แต่ไม่มีการออกใบประทวนและใบรับฝากสินค้า กลุ่มนี้สภาทนายความได้ดำเนินการฟ้องร้องให้ชาวนาใน จ.พิจิตร ไปแล้ว 84 ราย โดยฟ้องแพ่งเพื่อเรียกคืนทรัพย์และฟ้องอาญาข้อหาฉ้อโกงประชาชน
2.กลุ่มที่เอาข้าวไปโรงสีแล้ว มีการออกใบประทวนและใบรับฝากสินค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ ธ.ก.ส.ยังไม่ได้เซ็นสลักหลังใบประทวนรับจำนำข้าว
3.กลุ่มที่ได้ใบประทวน และ ธ.ก.ส.เซ็นสลักหลังรับจำนำข้าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน
นายกสภาทนายความ ระบุว่า ขณะนี้มีชาวนาแจ้งความประสงค์ในการฟ้องร้องแล้วกว่า 2 หมื่นราย มีทั้งส่วนที่ฟ้องไปแล้วและอยู่ระหว่างเตรียมคดี ในจำนวนนี้กลุ่มที่ 2 มีมากกว่าหมื่นราย
“สามกลุ่มนี้คำฟ้องจะต่างกัน ซึ่งจะมีทนายอาสามารับผิดชอบคดี โดยจะต้องมาจัดกลุ่ม เช่น มีหนี้ครบกำหนดวันเดียวกันหรือไม่ อยู่ในเขตอำนาจศาลเดียวกันหรือไม่ เป็นต้น เมื่อจัดกลุ่มแล้วก็เซ็นรับมอบอำนาจรวมฟ้องเป็นคดีเดียวกัน
“ส่วนข้อกล่าวหานั้น หากเป็นศาลแพ่ง ภาษาเทคนิคในการฟ้องคดีเรียกว่าฟ้องเรียกคืนทรัพย์ ซึ่งหากไม่สามารถคืนทรัพย์ได้ก็ให้จ่ายเป็นเงินในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาทแทน ส่วนคดีอาญา ก็คือ การฟ้องในข้อหาฉ้อโกงประชาชน” เดชอุดม กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการฟ้องจะฟ้องให้ใครเป็นจำเลยนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทนายความตามข้อเท็จจริงและเอกสารต่างๆ ในหลักการจะมีผู้ถูกฟ้องคือ ธนาคาร คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหมด 43 คน
“แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ต้องฟ้องถึง 43 คน เพราะยิ่งจำเลยมากคนก็ยิ่งทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้า ส่งผลให้ชาวนาได้รับเงินช้า เช่น ที่ จ.พิจิตร ก็ฟ้องจำเลยเพียง 5 คนเท่านั้น รวมทั้งคำให้การของชาวนาที่จะต้องขึ้นให้การในชั้นศาลด้วย
“จริงๆ อาจสามารถฟ้องพรรคการเมืองได้ เพราะมีการออกนโยบายหาเสียงจำนำข้าว แต่ในทางปฏิบัติมันคือการรับซื้อข้าว เข้าข่ายฉ้อโกง แต่ถ้าให้ชาวนาได้รับเงินเร็วๆ ก็ต้องฟ้องจำเลยให้น้อยลง ยิ่งฟ้องเยอะยิ่งยุ่งยากเสียเวลา สิ่งที่เราต้องการคือทำให้ชาวนาได้เงินโดยเร็ว” นายกสภาทนายความ กล่าว
เดชอุดม ยืนยันว่า แม้จำนวนลูกความจะมีจำนวนนับหมื่นราย แต่มีทนายอาสาเพียงพอแน่นอน เนื่องจากปกติจะมีทนายอาสาประจำอยู่ตามศาลจังหวัด 111 แห่งทั่วประเทศจำนวนหลายพันคนอยู่แล้ว มีการแจกเบอร์โทรนายกสภาทนายจังหวัดกระจายให้ชาวนาทราบ รวมทั้งประสานทนายอาสาลงพื้นที่รวบรวมข้อมูล ชาวนาที่เดือดร้อนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือ โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงส่วนกลาง
“ถามว่าจะฟ้องเมื่อไหร่ เราดำเนินการได้เลยทันที หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด” นายกสภาทนายความ กล่าว
ทั้งนี้ ตามคำสั่งสภาทนายความ วันที่ 11 ก.พ. ระบุว่า เมื่อยื่นคำฟ้องต่อศาลให้ทนายความผู้รับผิดชอบคดียื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา เพื่อขอให้ศาลเดินเผชิญสืบทรัพย์ที่จำนำ หรืออยู่ในความครอบครองของบุคคล คณะบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือตัวแทน ว่ายังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อให้ชาวนาได้มีความอุ่นใจว่าการส่งมอบคืนทรัพย์คือข้าวเปลือกนั้นได้เป็นไปโดยชอบและมีข้าวอยู่จริง
คำสั่งดังกล่าวเป็นรูปแบบคำฟ้องที่ให้แนวทางไว้ แต่ในทางปฏิบัติทนายอาสาอาจไม่ต้องขอให้ศาลเดินเผชิญสืบก็ได้ แล้วแต่รายกรณี หากมีกรณีที่น่าสงสัยว่าข้าวหายหรือมีไม่ครบ ก็จะยื่นขอศาลตามแนวทางข้างต้น และหากศาลเดินเผชิญสืบแล้วว่าข้าวหายจริง ก็จะยื่นฟ้องอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ หรือฉ้อโกงทรัพย์เพิ่มเติม
“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจำเลยกลุ่มไหนจะโดนฟ้องแพ่งหรืออาญา ขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีไป” นายกสภาทนายความ ระบุ
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 10 ก.พ.มีชาวนานำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/2557 มียอดใบประทวน 1,835,895 ใบ จ่ายเงินใบประทวนไปเพียง 1,003,197 ใบ ในช่วงนั้น ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้ชาวนา 547,839 สัญญา คิดเป็นเงิน 59,517 หมื่นล้านบาท และเหลือยอดเงินค้าง 119,346 ล้านบาท
ในจำนวนนี้มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด ใบประทวนราว 2.3 แสนใบ จากยอดใบประทวนที่เข้าโครงการ 9.95 แสนใบ รองลงมาคือภาคเหนือ ใบประทวนราว 1.81 แสนใบ จากทั้งหมด 5.92 แสนใบ
สำหรับภาคกลาง รวมภาคตะวันออกและตะวันตก สามารถจ่ายเงินตามใบประทวนได้ 1.31 แสนใบ จากทั้งหมด 2.45 แสนใบ และภาคใต้ สามารถจ่ายเงินได้ 1,742 สัญญา จากใบประทวนที่เข้าโครงการทั้งสิ้น 1,857 สัญญา







