posttoday
ความชอบธรรมกับความเชื่อถือ

ความชอบธรรมกับความเชื่อถือ

23 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

การเมืองการปกครองเกิดขึ้นได้อย่างไร?

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ตามธรรมชาติแบบต่างคนต่างอยู่ ภัยของมนุษย์มีเพียง ๒ สิ่งคือ ภัยจากธรรมชาติ คือ ลม แดด ฟ้า ฝน กับภัยจากสัตว์ร้าย จำพวกสัตว์มีพิษและสัตว์กินเนื้อต่างๆ แต่เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่เริ่มที่มนุษย์ถ้ำ มนุษย์ก็เกิดภัยอีกอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือ “ภัยจากมนุษย์” ด้วยกัน ซึ่งเป็นภัยที่อันตรายเสียยิ่งกว่าภัยจากธรรมชาติและภัยจากสัตว์ร้าย เพราะภัยจากมนุษย์นั้นคาดเดาได้ยากกว่าสิ่งใดๆ

การปกครองจึงเกิดขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์

การปกครองนั้นเกิดขึ้นก่อนการเมือง เพราะการปกครองหมายถึง “การปกป้องรักษา” เหมือนกับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดปลอดภัยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องการผู้ที่ให้ความปลอดภัย เริ่มจากสัตว์ตัวพ่อตัวแม่ที่ให้กำเนิดก็ต้องคุ้มครองปกป้องลูกน้อยของมัน แล้วเลี้ยงดูให้เจริญเติบโต อยู่รอดปลอดภัย มนุษย์ก็เฉกเช่นกัน ความต้องการในการได้รับความปกป้องจึงเป็นสัญชาติญาณที่มาพร้อมกับสัญชาติญาณของการให้ความคุ้มครอง

จึงเกิด “ผู้ปกครอง” และ “ผู้ใต้ปกครอง”

สิ่งที่ทำให้มนุษย์(หรือแม้กระทั่งสัตว์ทั้งหลาย) “ยอมตน” อยู่ภายใต้การปกครองของคนอื่นซึ่งก็คือ “พ่อแม่” ในเบื้องต้นนั้นก็คือ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ภาษาอังกฤษเรียกว่า Creditability ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ Credit กับ Ability โดยคำแรกจะหมายถึง “ความเชื่อถือ” ส่วนคำหลังจะหมายถึง “ความสามารถในการทำให้เกิดขึ้น” รวมความแล้วก็จะหมายถึง “ความสามารถในการทำให้เกิดขึ้นได้ซึ่งความน่าเชื่อถือ” ที่เรียกสั้นๆ ว่า “ความน่าเชื่อถือ” กระทั่งย่นย่อสั้นๆ ว่า “ความเชื่อถือ” และภาษาอังกฤษก็ใช้แค่คำว่า “Credit”

“ความเชื่อถือ” จึงเป็นเรื่อง “ความรู้สึก” ล้วนๆ

ความรู้สึกที่เรียกว่าความเชื่อถือนี้เกิดขึ้นจากการกระทำระหว่างกันของมนุษย์ที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า “ความคาดหวังที่สมดุล” หรือ Equilibrium of Expectation คือเกิดขึ้นจากตัวคนที่มาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันนั้น “ต้องการ” หรือ “คาดหวัง” ในบางสิ่งบางอย่างจากอีกคนหนึ่ง ตราบใดก็ตามที่การตอบสนองซึ่งความต้องการหรือความคาดหวังนี้เป็นไปอย่าง “สมดุล” คือได้รับการตอบสนองที่เป็นไปตามความคาดหวัง ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ก็จะเรียกว่า “ความเชื่อถือ” แต่ถ้าหากว่าการตอบสนองมากหรือน้อยกว่าความคาดหวังที่ตั้งไว้ มนุษย์ก็จะเสียสมดุลในความรู้สึก กลายเป็น “ความไม่น่าเชื่อถือ” คือถ้ามากไปก็อาจทำให้ Surprise คือตื่นเต้นเกินความคาดหมาย แต่ถ้าน้อยไปก็จะ Upset คือเศร้าโศกเสียใจ จนกระทั่งหมดหวังหรือสิ้นหวัง

“ความเชื่อถือ” จึงแปรปรวนเปลี่ยนไปได้ง่ายอย่างยิ่ง

แต่มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา จึงพยายามที่จะสร้างสิ่งสำหรับ “ควบคุม” หรือ “บริหาร” ความเชื่อถือให้เกิดประโยชน์ เริ่มต้นก็คือเพื่อให้เกิดความสะดวกหรือ “ง่าย” ที่จะปกครองผู้คนด้วยกัน สิ่งนั้นก็คือ “กฎระเบียบ” โดยในสังคมระดับครอบครัวก็คือ “คำสั่งสอน

แนะนำ” ของพ่อแม่ เมื่ออยู่ในชุมชนก็จะมี “วัฒนธรรม ประเพณี” ต่างๆ เป็นตัวควบคุม กระทั่งในระดับเมืองและรัฐก็กลายเป็น “กฎหมาย” รวมทั้งในสังคมกลุ่มต่างๆ ก็จะมี “กติกา มารยาท” ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ “บริหารจัดการ” ชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

“การเมือง” จึงเกิดขึ้นเพื่อจัดระบบ “การปกครอง”

การเมืองในความหมายสมัยใหม่(ที่จริงก็น่าจะเก่าแล้วเพราะมีมากว่า ๕๐ ปี ที่นักรัฐศาสตร์อเมริกันกำหนดขึ้นราวคริสต์ทศวรรษที่ ๑๙๖๐) ซึ่งผู้เขียนและเพื่อนนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใน พ.ศ. ๒๕๑๙ ต้องท่องจำให้ขึ้นใจก็คือ “การจัดสรรแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อสังคม” ก็แสดงถึงกระบวนการในการบริหารจัดการความต้องการหรือความคาดหวังของมนุษย์นั่นเอง เพราะ “สิ่งที่มีคุณค่าเพื่อสังคม” มีความหมายตรงๆ ถึง “สิ่งที่มนุษย์ถือว่าเป็นประโยชน์หรือความต้องการร่วมกัน” รัฐหรือผู้ปกครองประเทศจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในบริหารจัดการดังกล่าวนั้น

สิ่งที่ “รัฐ” ใช้ปกครองประชาชนคือ “ความชอบธรรม”

อย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ในสภาพธรรมชาติ(คือเป็นครอบครัว ชุมชน หรือสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ) มนุษย์มีความสัมพันธ์กันอย่างสงบสุขได้ก็เพราะ “ความเชื่อถือ” ซึ่งจากความรู้สึกที่สมดุลระหว่างกัน ในลักษณะของ “ความไว้วางใจ” แต่ในสภาพสังคมที่มนุษย์ต้องมีการดูแลจัดการความต้องการให้สมดุลที่เรียกว่า “สังคมการเมือง” นั้น ผู้คนอาจจะเปลี่ยนแปรความไว้วางใจได้ง่ายๆ เพราะอาจจะได้รับในสิ่งที่ต้องการเต็มที่บ้าง ไม่เต็มที่บ้าง หรืออาจจะไม่ได้รับอะไรเลย ซึ่งก็จะมีผลต่อความเชื่อถือ ในที่สุดก็จะปกครองไม่ได้ เพราะผู้คนไม่เชื่อถือเสียแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องสร้าง “การยอมรับ” ด้วยการใช้เครื่องมือทางการปกครองที่ง่ายและสะดวกที่สุด นั่นก็คือ “กฎหมาย” ที่ถ้าเป็นเผด็จการก็จะทำได้ง่าย แต่ถ้าเป็นประชาธิปไตยก็ต้องใช้ “เสียงข้างมาก”

ซึ่งต้องเป็นเสียงข้างมากที่ต้องมาพร้อมความเชื่อถือ

ที่นำเสนอเนื้อหาทางวิชาการมาอย่างยืดยาวนี้ ก็เพื่อแยกแยะให้เห็นว่า “ความชอบธรรม” กับ “ความเชื่อถือ” นั้นเป็นคนละอย่างกันและมีที่มาแตกต่างกัน กล่าวง่ายๆ ก็คือ “ความเชื่อถือมาจากหัวใจ” ส่วน “ความชอบธรรมมาจากหัวสมอง”

มนุษย์อาจจะมีเล่ห์เหลี่ยมหรือ “วิธีคิด” มากมายในการบริหารจัดการหรือควบคุมดูแลในกิจการต่างๆ ที่รวมถึงการสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้แก่ตนนี้ด้วย แต่มนุษย์ไม่อาจที่จะควบคุมหรือจัดการ “ความเชื่อถือ” ให้เป็นไปตามอำเภอใจได้ เพราะไม่มีใครที่จะล่วงรู้ถึงความต้องการหรือความรู้สึกที่แท้จริง(และเปลี่ยนแปรได้ง่าย)ของแต่ละคนได้ แต่กระนั้นก็ยังมีหนทางที่จะ “รักษาสมดุล” ความรู้สึกระหว่างกันได้ ด้วยการกระทำตนให้อยู่ในความต้องการหรือความคาดหวัง อย่างที่เด็กไว้ใจพ่อแม่เพราะคาดหวังว่าพ่อแม่รักและหวงห่วงอย่างแท้จริง ซึ่งพ่อแม่ก็ปฏิบัติได้จริงตามนั้น เฉกเช่นลูกสัตว์ทั้งหลายที่ไว้วางใจในพ่อแม่ของมัน

แต่ยังมีรัฐบาลชั่วในประเทศหนึ่ง ที่หมดความไว้เนื้อเชื่อใจไปจากประชาชนแล้ว เพราะรัฐบาลในฐานะ “พ่อแม่ของระบบการเมือง” ต้องดูแลโอบอุ้มประชาชน แต่ในรัฐบาลประเทศนั้น กลับโกหกหลอกลวง ทรยศ ตลอดจนฆ่าฟันประชาชน จนคนทั้งประเทศด่าถึงโคตรเหง้าศักราช

สุดเลวเสียยิ่งกว่าเดรัจฉานที่ยังรักลูกของมัน!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท