
ชื่นชมนิติธร-ไม่ไว้ใจสุเทพ
การชุมนุมของมวลมหาประชาชนที่ยืดเยื้อนานกว่า 3 เดือนนั้น สุลักษณ์ เองถือเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมโดยตรง
การชุมนุมของมวลมหาประชาชนที่ยืดเยื้อนานกว่า 3 เดือนนั้น สุลักษณ์ เองถือเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมโดยตรง เพราะบริษัท “เคล็ดไทย” ของสุลักษณ์ และร้านหนังสือ “ศึกษิตสยาม” ที่ตั้งอยู่บนถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธนั้น ต้องถูกปิดไปโดยปริยายจากการชุมนุมของกลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ที่ปิดล้อมกระทรวงมหาดไทยมานานกว่า 2 เดือนแล้ว อย่างไรก็ตาม สุลักษณ์ ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร เพราะคนที่ปิดหลายคนก็เป็นลูกศิษย์ที่คุ้นเคยกันมานาน
ขณะเดียวกัน บ้านของสุลักษณ์ที่ซอยสันติภาพ ถนนนเรศนั้น ก็ห่างจากเวทีการชุมนุมของ กปปส.ที่สีลมไม่ถึง 1 กิโลเมตร ทำให้เขาต้องผ่านเข้าพื้นที่ชุมนุมอยู่บ่อยครั้ง
“วันที่สุเทพออกเดินรับบริจาค ผมก็ออกไปดู โอ้โฮ คนบริจาคเงินให้เขาเยอะแยะ ผมว่าคนไทยก็เบื่อทำบุญกับพระแล้ว เพราะพระรวยมหาศาล จะทำบุญกับพระชั้นสมเด็จทีเรียกเงินเป็นแสน เราจึงได้เห็นการทำบุญกับสุเทพแทน เพราะเห็นผลชัดกว่า
“จนถึงขณะนี้ ผมนั่งรถผ่านเวทีชุมนุมที่สีลม เขาก็ต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเขาคิดว่าผมจะขึ้นเวทีละมั้ง ผมเองสนับสนุนการชุมนุมของประชาชนทุกรูปแบบ เพราะถือเป็นความกล้าท้าทายอำนาจรัฐ ขณะเดียวกันผมก็คิดว่าการชุมนุมของ กปปส.ครั้งนี้ก็โอเค และเขาก็ยังคงยึดมั่นในหลักการสันติวิธีพอสมควร” สุลักษณ์ ระบุ
ใช่ว่า สุลักษณ์ จะไม่เคยขึ้นเวทีของมวลมหาประชาชน เพราะหากจำกันได้ ปีที่ผ่านมา สุลักษณ์ เคยก้าวขึ้นเวทีของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เพื่อปราศรัยกับมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่เวทียังตั้งอยู่ที่สี่แยกอุรุพงษ์ ไปจนถึงวันที่เวทีถูกย้ายมาที่สามแยกนางเลิ้ง สุลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า เหตุที่ขึ้นเวที คปท.นั้นมีเหตุผลเดียว คือ “นกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. มาขอร้องให้ขึ้นเวทีให้กำลังใจผู้ชุมนุม
“เหตุที่ผลขึ้นเวที คปท.นั้นง่ายนิดเดียว เพราะนกเขาเขาเป็นทนายผมมาตลอด เขาไม่เคยคิดสตางค์ผมเลย แล้วเขารับใช้ผมมานาน ผมเห็นว่าเขาเป็นคนดี พอเขาขอให้ผมขึ้น ผมก็ขึ้น เขาไม่มีธงให้ผมพูด ผมก็ขึ้นไปเตือนสติผู้ชุมนุม พูดเรื่องหลักการสันติวิธี หลังๆ นี้เขามาขอ ผมก็บอกว่าไม่เหมาะที่ผมจะขึ้นพูดแล้ว เพราะถ้าผมขึ้นพูดวันนี้ หลายอย่างที่ผมพูดอาจจะไม่ตรงใจ มวลมหาประชาชนเขาอาจไม่อยากฟัง ผมก็ไม่อยากให้แตกแยกกัน ก็เลยนั่งเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ที่บ้านดีกว่า”
แม้ภาพภายนอก “ทนายนกเขา” จะมีบุคลิกเป็นแกนนำฮาร์ดคอร์ เนื่องจากสักยันต์เต็มตัว ใส่ชุดลายพราง และสวมเสื้อเกราะตลอดเวลา แต่เมื่อฟัง สุลักษณ์ พูดถึงทนายนกเขาแล้ว จะรู้จักในอีกมุมมองของทนายนกเขาที่หลายคนคาดไม่ถึง
“นกเขาเป็นคนที่ทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด ถ้าคุณจำได้ พระประจักษ์ (หลวงพ่อประจักษ์ คุตตจิตโต) เนี่ย เขาต่อสู้เรื่องบุกรุกป่าสงวนที่เขาใหญ่ เรื่องต้นไม้อยู่นานหลายปี จนโดนจับสึก เพราะพระประจักษ์เป็นคนดื้อมาก แต่นกเขาก็มาเป็นทนายให้ฟรีตลอดจนหลุดศาลฎีกา นกเขาไม่เคยเอาเงินสักแดงหนึ่งเลยนะครับ ที่สลัมคลองเตย นกเขามันไปช่วยโดยไม่เป็นข่าวอะไรเลย นี่แสดงว่ามันมีกึ๋น และผมอยากให้คนไทยเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ คนอย่างนกเขานี่ต้องอุดหนุน เท่านี้เอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”
จนถึงขณะนี้ สุลักษณ์ ยังเชื่ออย่างเต็มที่ว่าการต่อสู้ของทนายนกเขา ไม่ได้มีวาระแอบแฝงอะไรมากไปกว่าการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่สังคมที่ดีขึ้น และเท่าเทียมมากขึ้น
“นกเขาไม่ได้วิเศษพิสดารอะไร แต่เขามีความกล้าหาญ ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำเพื่อตัวเอง แล้วที่มันต้องลำบากคราวนี้ ก็เกิดขึ้นเพราะนักศึกษามันรวมตัวกัน ไอ้นกเขาก็ตกกระไดพลอยโจนไป เลยโดนหมายจับ ไม่ได้กลับบ้านจนถึงทุกวันนี้ ผมเลยบอกว่าคนอย่างนี้ต้องอุดหนุน ส่วนตัวสุเทพนั้น ผมยังไม่ไว้ใจเขาเท่าไร” สุลักษณ์ พูดพร้อมยิ้มมุมปาก
สุลักษณ์ ยังยกตัวอย่างคนที่เขาบอกว่ามีความกล้าหาญอีก 2 คน คือ “ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” อดีตพิธีกรรายการตอบโจทย์ประเทศไทย และ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว สุลักษณ์ เคยไปถกเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในรายการตอบโจทย์ประเทศไทย โดยมี ภิญโญ เป็นพิธีกร และมี สมศักดิ์ เป็นคู่สนทนา ออกอากาศติดต่อกัน 2 ตอน ทว่าเทปที่ 2 กลับถูกสถานีระงับการออกอากาศ เนื่องจากผู้ชมส่วนหนึ่งรวมถึงผู้บริหารสถานีบางคนไม่พอใจ
แม้สุดท้ายตอบโจทย์ประเทศไทยเทปดังกล่าวจะได้ฉายทางสถานีตามปกติ แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านมา 1 ปี ผลสะเทือนของรายการเทปดังกล่าว ทำให้ ภิญโญ ต้องวางมือจากการจัดรายการทีวี กลับไปบริหารสำนักพิมพ์ “โอเพ่นบุ๊คส์” ตามเดิม ส่วน “สมศักดิ์เจียม” เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มบ้าน จนต้องย้ายที่อยู่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว
“ผมเสียดายนะ ภิญโญ เนี่ยเขากล้านิดเดียว ก็โดนถีบออกไปเลย มันต้องกล้านะ ผมก็ไปบอกกับ สมชัย (สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส) ว่าต้องเอาภิญโญกลับมา เพราะสังคมเราต้องมีคนอย่างภิญโญไว้ แต่สมชัยเขาก็ไม่กล้า เขาบอกว่ามีคนเกลียด มีคนอิจฉาภิญโญเยอะ”
“ผมจะบอกคุณให้นะครับ นักข่าวมันต้องกล้าหาความจริง มันต้องกล้าท้าทายเรื่องที่คนไม่กล้าพูด เรื่องธรรมดาครับ คนมันเด่น ก็ต้องมีคนเกลียด คนอิจฉา แต่ถ้าไม่มีคนอย่างภิญโญนี่เมืองไทยก็เสร็จเลย ทุกคนน่ารักกันหมด เหมือนปศุสัตว์เลยครับ”
เช่นเดียวกับ “สมศักดิ์เจียม” ที่สุลักษณ์เองก็ชื่นชมในความกล้าวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกัน แม้ สุลักษณ์ จะถูก สมศักดิ์ เขียนโจมตีอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังชื่นชอบความเป็นตัวของตัวเองของสมศักดิ์
“สมศักดิ์เขาอาจจะบอกว่า อ.สุลักษณ์ ตอแหล ผมก็ตอบว่าช่างมัน ผมก็ยอมรับว่าผมตอแหล มันต้องใจกว้างครับ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมศักดิ์นั้น ผมว่าฆ่าไก่ให้ลิงกลัวเท่านั้นเอง ตรงนี้ถ้าทำมากไปก็หมดฤทธิ์ ทำไม่ถูก”
“ผมว่าคนไทยต้องเปลี่ยนความน่ารักเป็นความน่าเกลียดบ้าง นี่ผมนับถือไอ้สมศักดิ์ก็ตรงนี้ สมศักดิ์นี่ไม่มีใครรักนะ เขาทำตัวเป็นคนน่าเกลียด มากเลย แต่ผมว่าต้องมีคนอย่างนี้ในสังคมประชาธิปไตย คุณเอาคนไปรังแก เอาระเบิดไปขว้าง ผมว่าบ้า” สุลักษณ์ ระบุ







