
อุ๋ย-ทีดีอาร์ไอ...ไล่ ปูไปชาวนารอด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รวมทั้ง นิพนธ์ พัวพงศกร
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รวมทั้ง นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานเสวนา “ปฏิรูปเศรษฐกิจกู้ไทยพ้นวิกฤต” เมื่อวันที่ 21 ก.พ. เหมือนกันว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลใหม่ได้ช่วยเหลือชาวนา
“ผมพูดจริงๆ ถ้าลาออกเสียตั้งแต่ตอนนี้ประเทศจะพ้นวิกฤต เพราะเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยแสดงศักยภาพในการบริหารประเทศเลย และไม่เคยลงมาดูหรือติดตามการดำเนินงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือ โครงการรับจำนำข้าว” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า การแก้ไขปัญหาจำนำข้าวมีทางออกหลายสูตร แต่ที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการออกพันธบัตรนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ และถ้ารัฐบาลยังอยู่ต่อไปอีก 6 เดือน เศรษฐกิจของประเทศไทยมีโอกาสจะชะงักยาว
นิพนธ์ ระบุว่า รัฐบาลต้องลดทิฐิเพื่อให้ชาวนาสามารถอยู่รอดได้ วิธีแก้ที่เร็วที่สุด คือ การเปิดให้ชาวนานำใบประทวนไปแปลงทรัพย์สินเป็นทุน โดยนำใบประทวนไปกู้เงินกับสถาบันการเงิน มีรัฐบาลค้ำประกัน พร้อมจ่ายดอกเบี้ยแทนชาวนา จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่
“วิธีการนี้ทำได้ แต่เฉพาะชาวนาที่มีใบประทวนก่อนวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันยุบสภามีผล ส่วนใบประทวนที่ออกหลังการยุบสภา ให้รัฐบาลไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออก ซึ่งทางออกนั้นยังมีอยู่ แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น ไม่ใช่มาชี้หน้าด่ากันในภาวะเช่นนี้ รัฐบาลต้องลาออก เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เต็มความสามารถ เพราะรัฐบาลนี้ที่อยู่ในช่วงรักษาการก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาล” นิพนธ์ ระบุ
อนึ่ง เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคำสัญญาของรัฐบาลที่ประกาศว่าจะจ่ายเงินค่าข้าวให้กับชาวนาอย่างแน่นอน เป็นการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะถึงขณะนี้รัฐบาลไม่มีเงินเหลือจ่ายค่าข้าวแม้แต่บาทเดียว
เงินสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ให้ใช้เพื่อการนี้จำนวน 9 หมื่นล้านบาทนั้น ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ส่วนเงินที่ได้จากการระบายข้าวในรอบเดือน ม.ค.-ก.พ. 2557 รวม 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ธ.ก.ส.ก็กระจายไปจ่ายให้กับชาวนาหมดไปตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.
แถมเป็นการจัดสรรเงินลงไปแบบเบี้ยหัวแตกแค่จังหวัดละ 100-500 ล้านบาท เพื่อโปรยหว่านออกไปว่าชาวนาได้เงินแน่
หลายจังหวัดค้างจ่ายมากถึง 2,000 ล้านบาท แต่มีจ่ายให้แค่ 100 ล้านบาท
เงินก้อนสุดท้ายที่เป็นเป้าหมายหลักที่กระทรวงการคลังกำลังทำทุกวิถีทางในการหาเงินมาจ่ายหนี้ชาวนา 9 แสนกว่าครัวเรือน ที่ยังไม่ได้รับเงินจากการรับจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท จะมาจากการจัดหาของกระทรวงการคลัง
ชุดแรกได้ออกพันธบัตร ธ.ก.ส.ได้เงินมา 3.7 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายดอกเบี้ยสูงลิ่ว 3.53% ถูกใช้ไปหมดเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังเหลือวงเงินที่กู้ยืมได้ 4 หมื่นล้านบาท
นี่คือวงเงินที่อาจนำไปสู่การออกพันธบัตรออมทรัพย์ที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พูดว่า
“ภายใน 7-8 สัปดาห์จะได้ข้อสรุปเรื่องการเปิดจำหน่ายพันธบัตรโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือชาวนาได้แน่นอน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ การจัดลำดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตร และจากการพิจารณาข้อกฎหมายก็ไม่พบว่ามีปัญหา สามารถออกพันธบัตรได้ โดยจะเน้นจำหน่ายให้กับรายย่อย เพราะมั่นใจว่ามีประชาชนจำนวนมากที่สนใจจะช่วยเหลือชาวนา”
การขายนักลงทุนรายใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ นั้น ไม่ใช่เป้าหมายในการระดมทุนในรอบนี้แล้ว
ใช่ว่าฝันของกิตติรัตน์ในการหาเงินมาจ่ายค่าข้าวจะเป็นจริงได้ง่าย มีอุปสรรคขวากหนามสำคัญหลายประการ
หนึ่ง พันธบัตรที่ออกมารอบนี้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงลิ่วและสูงเกินกว่าพันธบัตรออมทรัพย์ที่กำลังขายในตลาดขณะนี้อายุ 3 ปี ที่จ่ายดอกเบี้ย 3.85% แน่นอน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครซื้อ
สอง หากออกพันธบัตรข้าวออกมารอบนี้ ก็ต้องเลื่อนแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นที่ 2 อีก 5,000 ล้านบาท ที่จะออกในเดือน พ.ค.ไปก่อน
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ตลาดพันธบัตรของไทยปั่นป่วนไร้เสถียรภาพ ทั้งๆ ที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาลง แต่ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลกลับทะยานเพิ่มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
สาม การออกพันธบัตรออมทรัพย์ยังสุ่มเสี่ยงกับการขัดกฎหมาย ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง ก็ระบุเช่นนี้
สถานการณ์ในการหาเงินมาจ่ายหนี้ชาวนาของรัฐบาลกำลังถูกบีบคั้นอย่างหนัก ขณะสื่อในอินโดนีเซียก็ออกมาโจมตีว่า รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังสอบสวน เพราะพบว่ามีการนำข้าวไทยมาขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนในอินโดนีเซีย เป็นการแย่งตลาดอย่างไม่เป็นธรรม แต่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศไทยปฏิเสธว่าไม่มีมูลความจริง
ขณะ ยิ่งลักษณ์ กำลังเปิดศึกกับ ป.ป.ช.
ทั้งหมดนี้ส่อว่า โครงการรับจำนำข้าวกำลังจะทำให้รัฐบาลวงแตกในไม่ช้านี้







