
การเปลี่ยนแปลงเสรษฐกิจโลก : นัยต่อเศรษฐกิจไทย
บทความก่อนหน้านี้ผมได้กล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในโลกในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือ Mindset ของคนในประเทศ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ในวันนี้ผมอยากจะใช้โอกาสสำรวจประเทศไทยว่าเราพร้อมรับกับแนวโน้มใหญ่ของโลกหรือยังครับ
บทความก่อนหน้านี้ผมได้กล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในโลกในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือ Mindset ของคนในประเทศ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ในวันนี้ผมอยากจะใช้โอกาสสำรวจประเทศไทยว่าเราพร้อมรับกับแนวโน้มใหญ่ของโลกหรือยังครับ
ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 3 ที่ปีผ่านมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับหลายๆ ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ 4.8% ส่วนหนึ่งเกิดจากประสิทธิผลของการใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินประคับประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ซวดเซเมื่อมีแรงกระแทกมาจากนอกประเทศ แต่หากเราสำรวจเศรษฐกิจไทยให้ลึกลงไป เราจะพบสัญญาณต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอลงอย่างมากของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากเฉลี่ยประมาณ 9% ในช่วงทศวรรษก่อนวิกฤตเอเชีย มาอยู่ที่ 4% ในช่วงปี 2543-2555
นอกจากนี้ เรามีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งชี้ชัดว่าไทยเองก็เผชิญอยู่กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของโลกในด้านประชากรที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุเช่นกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำมานาน โดยปัจจุบันไทยมีประชากรทั้งหมด 67 ล้านคน มีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 15% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 27% ในอีก 20 ปีข้างหน้า ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียน นับเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการขยายตัวของผลิตภาพแรงงานไทยก็ชะลอลงมากจากเฉลี่ย 7% ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหลือเพียง 3% ต่อปี ในช่วง 1 ทศวรรษหลังจากนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง การผลิตที่ขาดการยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผลิตของไทยอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาไปในทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติมากขึ้น
ตัวอย่างเห็นได้จากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อรองรับความนิยมที่เปลี่ยนไป ไทยยังคงผลิต Hard Disk Drive (HDD) สำหรับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมลดลงเป็นลำดับ สวนทางกับการใช้ Smartphone หรือ Tablet ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น สินค้าเหล่านี้ต้องใช้หน่วยความจำแบบ SolidState Drive (SSD) ที่มีศักยภาพสูง และกระบวนการผลิตซับซ้อนกว่า ซึ่งไทยยังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวได้ ข้อจำกัดนี้ทำให้แม้ขณะนี้เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่การส่งออกของไทยยังฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไฮเทค นอกจากนี้ ไทยยังขาดการคิดค้นนวัตกรรม
ข้อมูล World Economic Forum ล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อน พบว่า ความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หล่นจากอันดับ 64 มาอยู่ที่อันดับ 87 อันดับของการใช้จ่ายในด้านวิจัยและพัฒนาและการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ของไทยปรับลดลงเช่นกัน ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันไทยลดลงต่อเนื่องและต่ำกว่าประเทศ ASEAN ชั้นนำ ไทยยังคงติดอยู่ในขั้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งอาศัยประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน ตลาดสินค้า และตลาดการเงิน รวมถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน แต่ไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมได้อย่างประเทศไต้หวัน เกาหลี หรือแม้แต่มาเลเซียที่เริ่มก้าวไปในทิศทางนั้นแล้ว
ดังนั้น การยกระดับศักยภาพการผลิตจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน นโยบายที่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จและแก้ไขได้ตรงจุดนั้นไม่ได้มาจากนโยบายที่กระตุ้นด้านอุปสงค์ แต่ต้องมาจากนโยบายด้านอุปทาน ซึ่งใช้เวลานานถึงจะสัมฤทธิผล ที่สำคัญต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน และต้องเริ่มเลย เพราะหากวันนี้เรายังไม่เริ่ม สุดท้ายช่องห่างของศักยภาพการผลิตของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกันจะต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเราจะไม่สามารถทะยานขึ้นไปอย่างยั่งยืนเหมือนประเทศเกาหลีและไต้หวัน แต่อาจจะเป็นเหมือนหลายประเทศที่เติบโตได้ช่วงหนึ่งแล้วหยุดชะงักไป เช่นเดียวกับประเทศในแถบละตินอเมริกา ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่ติดอยู่ในกับดักของประเทศรายได้ปานกลางครับ
ในครั้งหน้า ผมจะขอพูดถึงว่าก้าวไปข้างหน้าประเทศไทยเราควรปรับเปลี่ยนอย่างไรครับ







