
"สาธิต เซกัล"อินเดียในไทยที่มีหัวใจรักชาติ
สาธิต เซกัล จึงเป็นชาวอินเดียในประเทศไทย ที่ประเทศอินเดียให้ความยกย่องเชื่อถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามีความสำคัญในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
หลังจากที่ สาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดียที่มีหัวใจรักชาติและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอย่างสุดหัวใจ หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาจาก ศรส.ที่พยายามจะยัดเยียดการเนรเทศออกนอกพระราชอาณาจักรไทยแล้วได้มีผู้คนเป็นจำนวนมากอยากรู้ความเป็นมาของคนอินเดียหัวใจรักชาติผู้นี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร
สาธิต เซกัล เกิดที่ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 2486 เป็นบุตรชายคนโตของ นายดารใย ลาล และนางไกลาศ เซกัล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย ภายหลังสงครามโลกยุติลง บิดามารดาได้อพยพครอบครัวมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามคำชักชวนของ นายราม ลาลเซกัล ซึ่งอพยพมาทำธุรกิจการค้าผ้าที่สำเพ็งตั้งแต่ปี 2475
การอพยพเข้ามาช่วยพี่ชายทำธุรกิจในประเทศไทยนั้น บิดามารดาได้อพยพครอบครัวมากับน้องชาย เนื่องจากสาธิตกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาจึงไม่ได้อพยพมาพร้อมครอบครัว น้องชายของสาธิตที่เข้ามาอยู่ประเทศไทยพร้อมครอบครัวและน้องสาวอีก 2 คน และน้องชายอีกคนหนึ่งซึ่งเกิดในประเทศไทย จึงถือสัญชาติไทยกันทั้งหมด
เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดลี สาธิตก็เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย หวังจะเข้ามาร่วมสร้างเนื้อสร้างตัวกับครอบครัว แต่เนื่องจากบิดาได้เสียชีวิตลงในขณะที่น้อง ๆ ยังเล็กอยู่ ในฐานะลูกชายคนโต จึงมีหน้าที่รับผิดชอบหาเลี้ยงครอบครัว และส่งเสียน้อง ๆ ให้ได้รับการศึกษา สาธิตจึงได้เริ่มมีชีวิตการทำงานเป็นนักขาย ขายสินค้าทุกอย่างที่เป็นอาชีพสุจริต
จนกระทั่งมีโอกาสได้เข้าไปเป็นพนักงานฝ่ายขายและการตลาดให้กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้มีโอกาสร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับฝรั่งหลายคนที่เป็นผู้บริหารหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์ชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักของสังคมไทยในขณะนั้น เช่น เท่ห์ จงคดีกิจ ธรรมนูญ มหาเปาระยะ และ ม.ร.ว.สุนิดา กิติยากร นักหนังสือพิมพ์คนเก่ง ธิดาคนเดียวของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา พระธิดาองค์เดียว ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราไชย
สาธิต เซกัล เป็นนักอ่านและมีความสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียและของโลก การที่ครอบครัวของเขาได้มีโอกาสมาอาศัยอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงคุณอันประเสริฐที่เปี่ยมล้นด้วยทศพิธราชธรรม ตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เขาได้ซึมซับพระราชกรียกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนคนไทยอย่างเสียสละ ทุ่มเท ของพระมหากษัตริย์ไทย ทำให้เขาซาบซึ้งและมีความจงรักภักดีอย่างล้นพ้น
และในช่วงที่ทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ สาธิต เซกัล ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการติดต่อประสานงานเชิญดาราดังจากประเทศอินเดียให้มาจัดแสดงคอนเสิร์ตที่โรงละครแห่งชาติ เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างโรงพยายามสมเด็จพระยุพราช ระหว่างเดือนตุลาคม ปี 2519 ถึงเดือนตุลาคม 2520 มีรายได้จากการแสดงในครั้งนั้นมากถึง 200,000 บาท จึงได้บริจาคผ่าน สุธี นาทวรทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวิจารณ์ นิวาตวงศ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอยากจะมีธุรกิจของตนเอง หลังจากผ่านประสบการณ์ด้านการตลาดที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ประมาณ 6-7 ปี สาธิ เซกัล ก็ออกมาประกอบธุรกิจของตัวเอง จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการค้าระหว่างประเทศไทยและอินเดีย ที่ทางการประเทศอินเดียให้การยอมรับนับถือ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนักธุรกิจไทยเชื้อสายอินเดียและนักธุรกิจใหญ่ ๆ ในประเทศอินเดีย กิจการค้าขายของสาธิต เซกัล จึงมีความมั่นคงและได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจระดับนานาชาติทั่วโลก ความเชี่ยวชาญและความรู้ความสามารถของสาธิต เซกัล เป็นที่ประจักษ์ชัดจนได้รับเชิญจากรัฐมนตรีหลายสมัยให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา เช่น
เป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ อุทัย พิมพ์ใจชน ในสมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้ดูแลความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดร.ประวิช รัตนเพียร ได้รับมอบหมายให้ดูแลความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย อินเดีย กับประเทศเพื่อนบ้าน
เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านการท่องเที่ยว
ได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน อีกครั้งในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พรทิวา นาคาศัย ได้รับมอบหมายให้ดูแลตลาดต่างประเทศด้านการส่งออก
เป็นที่ปรึกษา อุทัย พิมพ์ใจชน ในขณะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี สาธิตไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ไม่เคยรับสินบน ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมมาโดยตลอด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ถึงแม้ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่เจรจาต่อรองด้านเศรษฐกิจกับประเทศอินเดีย สาธิตก็ยังนั่งอยุ่ในทีมเศรษฐกิจของไทย เพื่อเจรจาผลประโยชน์สำหรับประเทศไทย สาธิตยังมีส่วนในการเพิ่มยอดการค้าระหว่างประเทศอินเดียกับประเทศไทยจาก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2543 มาเป็น 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2556 โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับประธานหอการค้าต่าง ๆ ในประเทศอินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการชักชวนผู้ลงทุนจากประเทศอินเดียให้เข้ามาร่วมลงทุนหลายโครงการในประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มคิดและมีบทบาทในการเปิดสำนักงานการท่องเที่ยวให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในประเทสอินเดีย โดยให้น้องสาวของเขาเป็นผู้ดำเนินงาน จนประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้
ได้เป็นผู้คิดริเริ่มโครงการชักชวนเศรษฐีและอัครมหาเศรษฐีให้เข้ามาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย ซึ่งทำให้แต่ละปีมีจำนวนเป็นร้อยคู่ แต่ละงานมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50 ล้านบาท สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
สาธิตได้รับเลือกให้เป็น กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหลายสมัย และได้ทำหน้าที่กระชับความสัมพันธ์ของไทยกับมิตรประเทศในแถบเอเชียใต้ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน จนได้รับพระราชทานตำแหน่ง ดาโต๊ะ จากสุลต่านรัฐยะโฮ ประเทศมาเลเชีย เมื่อ 8 ปีก่อน
เนื่องจากสาธิตเป็นนักธุรกิจชาวอินเดียที่ได้รับการยอมรับนับถือในสังคมนักธุรกิจต่างประเทศ และในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง เขาจึงได้รับเลือกให้เป็นกรรมการราชกรีฑาสโมสร มานานถึง 18 ปี
ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีโครงการแจกผ้าห่มให้ชาวบ้านในชนบท แจกทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากจน โครงการช่วยเหลือโรงพยาบาล โรงเรียน และอุบัติภัยต่าง ๆ เช่น สึนามิ โดยเอาทุนส่วนตัวมาสมทบด้วย และได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด ด้วยจิตสำนึกว่าภาคเอกชนจะปล่อยให้รัฐบาลรับผิดชอบสังคมแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ ในฐานะภาคเอกชน ซึ่งมีรายได้จากสังคม จะต้องแบ่งเบาภาระของภาครัฐ โดยจะต้องเข้ามาดูแลผู้ที่รายได้น้อย เข้ามาดูแลชุมชนและสังคมรอบข้าง เนื่องจากได้รับเลือกให้เป็นประธานหอการค้าอินเดียมา 2 สมัย ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของสมาคมธุรกิจไทย-อินเดีย มีบทบาทในการชักชวนให้บริษัทสมาชิกทำงานในด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) จากการแนะนำของสาธิตทำให้ปัจจุบันมีหลายสิบบริษัทต่างชาติที่เข้ามาช่วยดูแลสังคมไทย
ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกครั้งที่มีกิจกรรมเทิดพระเกียรติ สาธิตจะเป็นผู้นำชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ซึ่งได้รับความสงบร่มเย็นมีชีวิตอย่างมีความสุขในประเทศไทยภายใต้ร่มโพธิสมภาร ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อถวายความจงรักภักดีและปลุกจิตสำนึกความรักชาติอย่างพร้อมเพรียงและงดงามตลอดมา โดยสาธิตเป็นชาวต่างชาติหัวใจไทย ที่ริเริ่มจัดพิมพ์สติ๊กเกอร์และผ้าพันศีรษะเรารักในหลวง ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แจกให้กับคนทุกคนที่เป็นประชาชนภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ไทย
ส่วนโครงการที่สาธิตกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน คือ โครงการจัดพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 1 ล้านฉบับ จะใส่กรอบและนำไปแจกให้กับพสกนิกรชาวไทยตามภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบจากมูลนิธิพระดาบสแล้ว และคิดว่าจะทำแจกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป
โดยสาธิตยืนยันว่า ที่ได้ทำกิจกรรมเทิดทูนสถาบันก็เนื่องจากมีจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อบรรดาชาวต่างชาติไม่เฉพาะครอบครัวของเขา หากแต่หมายถึงชาวต่างชาติทั้งหมดที่ได้มาอาศัย และประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวเองอยู่ในแผ่นดินไทย ซึ่งชาวต่างชาติที่มาอาศัยแผ่นดินนี้อยู่ ได้รับความสุขและสิทธิต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพ ดำรงชีวิต แทบจะไม่แตกต่างจากประชาชนคนไทยเลย
ปัจจุบันสาธิตมีตำแหน่งทางธุรกิจในประเทศไทย คือ ประธานบริษัทเดอะเซกัลกรุ๊ป กรรมการผู้จัดการบริษัทแอดเวอร์ไทซิ่ง แอนด์ มีเดียคอนซัลแทนต์ จำกัด กรรมการบริษัทไดเร็ตเมล์ แอนด์ มาเก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กรรมการบริษัทเอ็กซ์คูซีฟ พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด และมีตำแหน่งทางสังคม คือ Conferred the title of Dato by His Majesty Iskander Sultan of Johore, Malaysia ประธาน BIMST-EC Business Forum อันหมายถึงกรอบความร่วมมือทางธุรกิจของประเทศในเอเชีย 7 ประเทศ อันประกอบด้วยประเทศไทย อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ เมียนมาร์ ศรีลังกา เนปาล และภูฏาน และนายกสมาคม สมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย
จากความรู้ความสามารถและประสบการณ์อันหลากหลาย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจและการค้าขายในกลุ่มประเทศเอเซีย ทำให้สาธิตได้รับเชิญเป็นวิทยากรไปให้ความรู้กับบุคลากรในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาระดับนำของประเทศ และสื่อมวลชนทั้งวิทยุโทรทัศน์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะซึ่งทุกครั้งที่ได้รับเชิญสาธิตไม่เคยรับเงินค่าตอบแทน แต่ถ้าทางหน่วยงานใดยืนยันที่จะให้เขาก็จะนำรายได้นั้นมอบให้กับมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม เช่น มูลนิธิพระดาบส มูลนิธิคนพิการ มูลนิธิคนตาบอด เด็กและคนด้อยโอกาสทุกครั้งไป
ภารกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่สาธิตได้มีส่วนสำคัญในการประสานงานงานกับรัฐบาลอินเดียจนได้รับผลสำเร็จเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ โครงการหุ้มทองยอดฉัตร พระมหาโพธิ์เจดีย์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย
สาธิต เซกัล จึงเป็นชาวอินเดียในประเทศไทย ที่ประเทศอินเดียให้ความยกย่องเชื่อถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามีความสำคัญในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย
การที่สาธิต เซกัล คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีความรักและผูกพันกับประเทศไทย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความจงรักภักดีอย่างจริงใจ ได้ร่วมกิจกรรมขึ้นเวทีกับ กปปส.เพื่อบอกให้ปวงชนชาวไทยได้รับรู้ถึงความรักแผ่นดินไทย และตอกย้ำให้คนไทยได้รู้ว่าเป็นบุญของประเทศไทยและปวงชนชาวไทยมากมายเพียงไร ที่มีพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่เสียสละ ทรงทุ่มเททำงานหนัก เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่คนทั้งโลกถวิลหา และอยากจะได้อยากจะมี แต่ไม่โชคดีอย่างคนไทยและประเทศไทย และในฐานะนักธุรกิจที่ติดต่อค้าขายกับนานาชาติมายาวนานก็อยากบอกให้ประชาชนชาวไทยรับรู้ว่า การทุจริตคอรัปชั่นที่หนักหนาสาหัสในประเทศไทยขณะนี้ จะทำให้ประเทศอันอุดมสมบูรณ์และน่าอยู่น่าพักพิงอย่างประเทศไทย สูญเสียโอกาสที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในอนาคตหากคนไทยไม่ช่วยกันขจัดให้หมดสิ้นไป ทั้งหมดนี้คือความรักความหวังดีที่คนอินเดียในประเทศคนหนึ่ง สะท้อนความรู้สึกนึกคิดให้คนไทยได้รับรู้ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายของระบอบการเมืองที่ฉ้อฉล ด้วยความรักความปรารถนาดี แต่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นและการฉ้อฉลชาติ เป็นเรื่องบาดหูของรัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ จึงลุแก่อำนาจสั่งให้ ศรส.ผู้ต่ำเตี้ยทางปัญญาดำเนินการเนรเทศสาธิต เซกัล ออกนอกพระราชอาณาจักร เคราะห์ดีที่คณะกรรมการผู้พิจารณาเรื่องการเนรเทศของกระทรวงมหาดไทยไม่ปัญญาอ่อน ทรัพยากรบุคคลอันมีค่าอย่างสาธิต จึงยังคงอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้สังคมไทยได้ต่อไป
แล้วมวลมหาประชาชนคนไทยทั้งหลายยังจะอดทนอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ฉ้อฉลและล้มเหลว ซึ่งหมดสภาพที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนและชาติบ้านเมืองไปได้อีกนานแค่ไหน







