
โลกยุคมวลชนเป็นใหญ่เมื่อรัฐไม่แคร์ ประชาชนก็ไม่ยอม
อาจนับเป็นความบังเอิญแบบประจวบเหมาะที่การประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมตามท้องถนนในยูเครน เวเนซุเอลา และไทย เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
อาจนับเป็นความบังเอิญแบบประจวบเหมาะที่การประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมตามท้องถนนในยูเครน เวเนซุเอลา และไทย เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
หนำซ้ำสถานการณ์ภายในของทั้ง 3 ประเทศยังทวีความตึงเครียดหนักหน่วงรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อรัฐบาลของแต่ละประเทศ ตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขอเคลียร์พื้นที่คืนหรือสลายการชุมนุมจนบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้านองเลือดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบคน
กระทั่งนักวิเคราะห์ตะวันตกจากหลายสำนักซึ่งตามติดสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของทั้ง 3 ประเทศอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า ช่วงต้นปี 2014 อาจเป็น ฤดูกาลประท้วงของโลก ขณะที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งเริ่มตั้งคำถาม ประมวล และทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อหาคำตอบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คำอธิบายถึงสาเหตุที่มาที่ไปของความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศเหล่านี้
สำหรับเหตุการณ์ในยูเครน การชุมนุมประท้วงมีต้นตอจากคำถามเพียงคำถามเดียวว่า ใครจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของยูเครนได้ดีกว่ากันระหว่างยุโรปกับรัสเซีย โดยขณะที่ฝ่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล นำโดยบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านสนับสนุนให้ยูเครนจับมือสานสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (อียู) ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช กลับเห็นว่าการจับมือกับรัสเซียเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตทั้งก่อนและหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายเป็นแนวทางที่ควรสนับสนุน
ขณะเดียวกันความขัดแย้งในยูเครนยังมาจากประเด็นเรื่องของการถือครองอำนาจ ที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านรู้สึกว่าประธานาธิบดียานูโควิชกุมอำนาจมากเกินไป จึงเรียกร้องให้มีการยกเครื่องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลทั้งหมดเพื่อให้สภามีอำนาจคานกับประธานาธิบดีได้
ทั้งนี้ การประท้วงครั้งนี้ของยูเครนเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. 2013 หลังประธานาธิบดียานูโควิชกลับลำเปลี่ยนใจไม่ยอมลงนามข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งๆ ที่ใช้ระยะเวลาดำเนินงานเพื่อบรรลุข้อตกลงดังกล่าวมานานหลายปี โดยผู้นำยูเครนได้หันไปจับมือกับรัสเซีย โดยที่รัสเซียได้ให้เงินทุนช่วยเหลือเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ของประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะขายน้ำมันครึ่งราคาให้กับยูเครน
ยังไม่นับรวมประเด็นปลีกย่อย ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจที่รัฐบาลใช้กำลังกับกลุ่มผู้ประท้วงจนประชาชนส่วนใหญ่โกรธแค้น หรือการจับกุมตัวผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาไปคุมขัง จนต้องออกมาชุมนุมตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัว
ล่าสุด หลังจากการประท้วงที่สลับไปมาระหว่างสงบกับวุ่นวายตลอด 3 เดือนกว่า ในที่สุดเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ชุมนุมก็เผชิญหน้าปะทะกันเมื่อช่วงคืนวันอังคารที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา บริเวณจัตุรัสเอกราชในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 คน โดยในจำนวนนี้ 9 คน เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลของรัฐบาลยูเครน
ขณะที่สำหรับสถานการณ์ในประเทศเวเนซุเอลา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกา ต้นตอของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร จัดการดูแลยกระดับความปลอดภัยภายในประเทศ หลังจากที่อัตราอาชญากรรมพุ่งสูงจนน่าตกใจ ตลอดจนเร่งรัดรัฐให้ยุติปัญหาการขาดแคลนสินค้า เศรษฐกิจซบเซา ภาวะเงินเฟ้อสูง และปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นตรงกันว่ากลุ่มผู้ประท้วงไม่พอใจและกล่าวโทษว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลประธานาธิบดีมาดูโร โดยฝ่ายรัฐบาลเวเนซุเอลาเองก็โทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายค้านที่ทำให้เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศมีปัญหา
สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของการประท้วงที่เริ่มขึ้นในเดือน ก.พ.นี้ ในเวเนซุเอลา ลีโอพอลโด โลเปซ แกนนำฝ่ายค้าน ได้เข้ามอบตัวต่อตำรวจเมื่อวันอังคารที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน โดยตำรวจได้ตั้งข้อหาก่อการร้าย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมและความรุนแรงในระหว่างประท้วง ซึ่งโลเปซได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย คือการเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงจากตำแหน่ง พร้อมจัดการปฏิรูปประเทศก่อนดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เพื่อที่ไทยจะสามารถพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ สื่อต่างชาติรายงานว่า การชุมนุมประท้วงของไทยเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ย. หลังรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งจะกลายเป็นการล้างไพ่ลบล้างความผิดให้ผู้ที่มีความผิด รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอย่างทักษิณ ชินวัตร
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทย ทั้งในและต่างประเทศกล่าวตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเปิดทางให้ทักษิณกลับประเทศโดยปราศจากความผิดใดๆ ดังนั้นจึงกลายเป็นชนวนสร้างความไม่พอใจและทำให้มวลชนออกมาประท้วงตามท้องถนน ก่อนยกระดับเป็นการปิดกั้นสถานที่ราชการและแยกสัญจรสำคัญต่างๆ ภายในกรุงเทพมหานคร
กระทั่งในที่สุด หลังชุมนุมอย่างสงบมานานหลายสัปดาห์ ก็เกิดเหตุเผชิญหน้านองเลือดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. โดยทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 คน และบาดเจ็บอีก 64 คน
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากต้นตอที่มาและข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในประเทศต่างๆ จะเห็นได้ว่า แต่ละประเทศย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป กระนั้นนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างสรุปว่า หากมองด้วยภาพใหญ่จะพบเห็นจุดร่วมหนึ่งที่สำคัญ และน่าจะเป็นบทเรียนให้กับรัฐบาลอีกหลายประเทศทั่วโลกได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ความสามารถและความน่าเชื่อถือในการบริหารปกครองประเทศของรัฐบาล
อาจเรียกได้ว่า ปัญหาในยูเครน เวเนซุเอลา และไทย โดยหลักแล้วก็คือความไม่พอใจของประชาชนในประเทศที่มีต่อแนวทางการบริหารงานของผู้นำประเทศ และไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป จึงต้องลุกขึ้นมาเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรม ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ อันจะนำไปสู่พื้นฐานของคุณภาพในการดำรงชีวิตที่ดีที่รัฐบาลในปัจจุบันไม่สามารถทำให้ได้
และตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่ประชาชนต้องการได้อย่างแท้จริง ตราบนั้น รัฐบาลย่อมไม่สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งเพื่อบริหารงานประเทศได้เช่นกัน







