
บทเรียนจากวิกฤต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสินในช่วง 23 วันที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่จะต้องบันทึกในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย ที่ประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคารออมสินเพียงแค่สองวัน 4.8 หมื่นล้านบาท และทำท่าจะบานปลายไปมากขึ้น หากมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับธนาคาร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสินในช่วง 23 วันที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่จะต้องบันทึกในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย ที่ประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคารออมสินเพียงแค่สองวัน 4.8 หมื่นล้านบาท และทำท่าจะบานปลายไปมากขึ้น หากมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับธนาคาร
ปรากฏการณ์ปล่อยกู้ที่ไม่ผิดกฎหมายของธนาคารออมสินที่ให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 1 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.7% ถูกตีความจากสังคมว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพราง เพราะ ธ.ก.ส.จะนำเงินนี้ไปจ่ายเงินจำนำข้าวที่ค้างจ่ายอยู่จำนวน 1.3 แสนล้านบาท โดยผู้บริหาร ธ.ก.ส. ระบุว่า กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาเงินก้อนนี้มาให้ทั้งหมด
ข้อเท็จจริงของการปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารนี้ ไม่ผิดกฎหมายใดๆ แต่การที่ประชาชนต่อต้านธนาคารออมสินไม่ให้ปล่อยกู้กับ ธ.ก.ส. เพราะเป็นการต่อต้านโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ถูกระบุว่าเป็นโครงการที่มีการรั่วไหลของเงินมากเป็นแสนล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังพิจารณาอยู่ ประชาชนไม่ได้ต่อต้านการจ่ายเงินให้กับชาวนาที่ยังรอเงินค่าข้าวอยู่ เพียงต้องการถามหาความรับผิดชอบความเสียหายของโครงการนี้ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ
จนในที่สุด นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ก็ยืดอกรับผิดชอบด้วยการลาออก
ปรากฏการณ์แห่ถอนเงินนี้ นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำธุรกิจธนาคาร และเป็นการเตือนให้ผู้บริหารองค์กรธุรกิจต่างๆ ตระหนักถึงการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล ที่ทุกบริษัทมักจะกล่าวว่าการทำธุรกิจจะต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้น พนักงาน และลูกค้า ซึ่งก็คือสังคมนั่นเอง
แต่ต่อไปนี้คำนึงถึง 3 ส่วนไม่เพียงพอเสียแล้ว แต่จะต้องคำนึงถึงการทำธุรกิจที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ไม่สนับสนุนให้มีการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ นับเป็นคุณประโยชน์จากวิกฤตของธนาคารออมสินที่เป็นตัวอย่างให้กับหน่วยงานอื่นๆ
นอกจากนี้ ได้ให้บทเรียนแก่นักการเมืองที่พยายามเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่นักการเมืองจะส่งคนของตัวเองเข้าไปควบคุม จะมาสั่งการให้ทำนั่นทำนี่ตามแต่ใจโดยไม่ต้องสนใจใครไม่ได้อีกต่อไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาคประชาชนเข้มแข็ง และสามารถรวมตัวกันเพื่อขจัดการคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นเนื้อร้ายในการกัดกร่อนประเทศไทยให้ลดลง แม้จะไม่ได้หมดไป แต่ลดลงก็นับว่าเป็นผลที่น่าพอใจ







