
รื้อแบงก์รัฐก่อนล่มสกัดการเมืองแทรก
วิกฤตธนาคารออมสิน จากการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์แบบพิสดารให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
วิกฤตธนาคารออมสิน จากการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์แบบพิสดารให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท จนลูกค้าไม่พอใจรุมถอนเงินฝากสามวันร่วม 1 แสนล้านบาท ทำให้ธนาคารที่เคยมีสภาพคล่องเหลือเฟือมีปัญหาไปในทันที
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารออมสินเกิดวิกฤตรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปีที่ก่อตั้งมา เพราะฝ่ายกำกับคือกระทรวงการคลัง ฝ่ายนโยบายคือกรรมการธนาคาร รวมถึงฝ่ายบริหาร ประเมินสังคมและผู้ฝากเงินต่ำเกินไป คิดว่าแค่หาช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อทำตามใบสั่งการเมืองก็จะจบ
แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงข้าม เกิดแรงตีกลับแห่ถอนเงินเพื่อตอบโต้ธนาคารทันที จนกลายเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะของผู้บริหารที่รับทำตามใบสั่งการเมืองโดยมองข้ามธรรมาภิบาลขององค์กร
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารธนาคารปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเพราะการสนองนโยบายฝ่ายการเมืองแบบสุดลิ่มทิ่มประตู จากการเปิดเผยของ ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ที่ออกมายอมรับนาทีสุดท้ายว่า การกู้อินเตอร์แบงก์จากธนาคารออมสินเพื่อนำไปจ่ายเงินจำนำข้าวให้กับชาวนาครั้งนี้ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการกู้เงิน
การออกมาทิ้งบอมบ์ของผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยังตบหน้า วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่เคยยืนกระต่ายขาเดียวว่า เป็นการปล่อยกู้เสริมสภาพคล่อง และแม้อธิบายทางนิตินัยได้ แต่ทางพฤตินัยปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการกู้โดยมีการสั่งการจากฝ่ายนโยบายคือ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่เป็นทั้งเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบหาเงิน และยังเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลธนาคารออมสินโดยตรง ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสินร่วมกับวรวิทย์ ที่แสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่ง
นอกจากกิตติรัตน์แล้ว รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่เดินเรื่องกู้อินเตอร์แบงก์ครั้งนี้ รวมถึงคณะกรรมการธนาคารออมสิน ที่อนุมัติเงินกู้ ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เช่นกัน ขณะที่ลักษณ์ก็น่าจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย แม้จะอ้างว่ากระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการกู้ แต่หนังสือที่ยื่นขอกู้เงินอินเตอร์แบงก์ก็ออกโดย ธ.ก.ส.
ขณะเดียวกัน ปัญหาธนาคารออมสินที่ปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ให้ ธ.ก.ส.ครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของฝ่ายการเมืองที่ครอบงำกิจการสถาบันการเงินของรัฐ จนมีการสนองนโยบายแบบเลยเส้นกฎหมายและธรรมาภิบาล นำมาซึ่งความเสื่อมของแบงก์รัฐแทบทุกแห่ง
ดังนั้น ถึงเวลาที่กระทรวงการคลังต้องปฏิรูปการกำกับดูแลแบงก์รัฐครั้งใหญ่ สร้างระบบกำกับดูแลและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ด้วยการตั้งคนของตัวเองเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหาร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ชัดเจนว่าผู้บริหารและกรรมการธนาคารล้วนมาจากคนที่ฝ่ายการเมืองส่งเข้ามา และส่วนมากจะขาดคุณภาพคุณสมบัติ ไม่มี ความสามารถเพียงพอที่จะบริหารองค์กรทั้งในการกำหนดนโยบายและการบริหาร
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังต้องปฏิรูปการกำกับดูแลแบงก์รัฐ ด้วยการให้มีองค์กรเข้ามากำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ไม่ใช่กระทรวงการคลังดูแลกำกับเอง จนมีปัญหาเกิดผลประโยชน์ขัดแย้งและทำให้แบงก์รัฐเกือบทั้งหมดมีปัญหาทั้งฐานะการดำเนินงาน การทุจริต ธรรมาภิบาลในการบริหารงาน
ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของแบงก์รัฐ ซึ่งพบปัญหาการดำเนินงานบกพร่อง มีการทุจริตจากการรับเงินฝาก และการปล่อยสินเชื่อ แต่กระทรวงการคลังกลับนั่งทับปัญหาไว้ ไม่ได้เอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะส่วนใหญ่ล้วนใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง
ดังนั้น หากคลังมีความจริงใจในการแก้ปัญหาแบงก์รัฐ ก็ควรให้ ธปท.เข้ามากำกับดูแลแบงก์รัฐแบบเต็มตัว เหมือนที่ ธปท.กำกับธนาคารพาณิชย์ อย่างน้อยก็ในระยะที่คลังยังไม่สามารถตั้งหน่วยกำกับดูแลแบงก์รัฐขึ้นมาโดยเฉพาะได้ เพราะมีบทเรียนหลายครั้งชี้ชัดแล้วว่า การให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำกับดูแลแบงก์รัฐนั้น ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ปัญหาแบงก์รัฐนั้น ธนาคารโลกเองก็เคยเสนอกระทรวงการคลังดำเนินการปฏิรูปเสียที แต่ไม่ได้รับความสนใจทั้งจากกระทรวงการคลังและฝ่ายนโยบาย เพราะรู้ว่าจะแทรกแซงแบงก์รัฐได้ยากขึ้น
ซ้ำร้ายกว่านั้น กระทรวงการคลังกลับมีแนวคิดที่จะลดเกณฑ์กำกับดูแลแบงก์รัฐให้ต่ำกว่ามาตรฐานแบงก์พาณิชย์ เช่น เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ที่แบงก์รัฐหลายแห่งมีการดำเนินการย่ำแย่ เงินกองทุนต่ำ หากใช้มาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ เชื่อว่าหลายแบงก์รัฐต้องถูกเข้าควบคุมกิจการ ถูกถอดถอนกรรมการธนาคาร และผู้บริหารที่ทำให้ธนาคารเสียหาย
ตัวอย่างล่าสุด คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง ส่งคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหาร เพื่อหาผลประโยชน์ ปล่อยกู้ให้กับฐานเสียงหัวคะแนนและกลุ่มทุน ไม่คำนึงถึงความเสี่ยง จนเกิดหนี้เสียท่วมแบงก์สูงถึง 3040% ของสินเชื่อทั้งหมด ต้องใช้เงินภาษีหลายหมื่นล้านบาทถมความเสียหายที่เกิดขึ้น
หรือแม้แต่ ธ.ก.ส.ที่อยู่ในภาวะไม่แตกต่างออกไป เพราะต้องควักเนื้อจากสภาพคล่องของแบงก์มาใช้ในการรับจำนำข้าว
มาถึงวันนี้ ธนาคารออมสินก็เป็นรายล่าสุดที่คณะกรรมการและฝ่ายบริหารสนองนโยบายฝ่ายการเมืองจนแบงก์แทบล้ม
หากกระทรวงการคลังยังไม่ตื่นตัวที่จะปฏิรูปแบงก์รัฐอย่างจริงจัง อีกไม่นานประเทศก็จะมีแต่แบงก์รัฐที่อมโรคร้าย มีนักการเมืองสูบหาผลประโยชน์จนแบงก์รัฐมีแต่ความเสียหายและต้องใช้เงินภาษีถมกันไม่รู้จักพอ







