
ศาลสั่งห้ามสลายชุมนุมศรส.โต้ใช้มือเปล่าคืนพื้นที่
รัฐบาลยังใช้อำนาจตามประกาศ พ.ร.ก.การ บริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปได้ ภายหลังศาลแพ่ง ไม่สั่งเพิกถอนการบังคับใช้ ตามที่ ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นร้องให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
รัฐบาลยังใช้อำนาจตามประกาศ พ.ร.ก.การ บริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปได้ ภายหลังศาลแพ่ง ไม่สั่งเพิกถอนการบังคับใช้ ตามที่ ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นร้องให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ทั้งนี้ ศาลเห็นว่า เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะใช้กฎหมายพิเศษดูแลสถานการณ์ แต่ให้ความคุ้มครองกับ ผู้ชุมนุมตามคำร้องที่ผู้ชุมนุมขอมา เช่น ห้ามจำเลยใช้กำลังสลายการชุมนุม ห้ามยึดอายัดสินค้าอุปโภค
ห้ามออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ห้ามกระทำการที่เป็นการปิดกั้นการจราจรหรือการใช้เส้นทางผู้ชุมนุม ห้ามออกคำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ห้ามออกคำสั่งห้ามการใช้ยานพาหนะ ห้ามออกคำสั่งห้ามบุคคลออกจากพื้นที่หรืออาคาร เป็นต้น
ศาลย้ำว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจพิเศษแก่รัฐเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะไม่ได้รับการคุ้มครอง เพราะจากการนำสืบศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเห็นว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีนี้องค์คณะผู้พิพากษา 2 ใน 5 มีความเห็นแย้งขอให้เพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เสียงข้างมากให้คงไว้
ขณะที่ ถาวร ระบุว่า คำสั่งศาลแพ่งแม้จะให้อำนาจรัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปได้ แต่ห้ามสลายการชุมนุม หรือใช้ความรุนแรง ดังนั้น ถือว่า กปปส. ได้ชัยชนะ
ทั้งนี้ จะให้ทีมทนายประสานญาติผู้เสียชีวิตยื่นฟ้องคดีอาญากับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมในข้อหาฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิตต่อไป
ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขอขอบคุณศาลที่เข้าใจการบริหารราชการของรัฐบาล ข้อห้ามไม่ให้สลายการชุมนุม แม้ศาลไม่สั่ง ศรส. ก็ไม่ปฏิบัติอยู่แล้ว หากชุมนุมสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่บุกยึดสถานที่ราชการ
“คำวินิจฉัยของศาลไม่กระทบต่อการออกหมายจับแกนนำ กปปส. ข้อกำหนดต่างๆ ไม่ได้ทำให้ ศรส.ทำงานยากขึ้น หรือถูกลดอำนาจ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้อำนวยการ ศรส. ย้ำว่า หลังจากนี้จะยังปฏิบัติการตรวจค้นแหล่งซ่องสุมอาวุธ เช่น รอบทำเนียบรัฐบาลที่มีอาวุธเต็ม รวมถึงการ์ดก็มีอาวุธติดตัว อีกทั้งจะขอคืนสถานที่ราชการอีก 4 จุดต่อไป โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเวทีปทุมวัน อโศกมนตรี ราชประสงค์ และสวนลุมพินี
สำหรับการขอคืนความสงบให้ กทม. เมื่อวันที่ 18 ก.พ. บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ไม่คิดว่าผู้ชุมนุมจะมีอาวุธสงคราม ดังนั้น จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.ประกาศว่า ชุมนุมอย่างสงบสันติเป็นเรื่องเท็จ
“ที่เราไปทำเนียบฯ เพื่อทำสัญลักษณ์ของประเทศให้เรียบร้อย ซึ่งใกล้วันกาชาด และเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ทั้งนี้ สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ถือปืนเอ็ม 16 เป็นยุทธวิธีของตำรวจอีกชุด เพื่อบอกผู้ชุมนุมอย่าตามมา เป็นเพียงการขู่ไม่ได้ยิงจริง ไม่ใช้กระสุนจริง
ด้าน ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ขอประณามกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และใช้อาวุธสงครามร้ายแรงทั้ง ระเบิดลูกเกลี้ยง ระเบิดเอ็ม 79 ปืนซุ่มยิงความเร็วสูงและปืนสั้นชนิดต่างๆ รวมทั้งแก๊สน้ำตายิงตำรวจและประชาชนเสียชีวิต
“เป็นที่แน่ชัดว่า แกนนำ กปปส. จงใจและยินยอมให้มีกองกำลังติดอาวุธร้ายแรงเข้าปฏิบัติการดังกล่าว ทั้งที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนปราศจากอาวุธ มีเพียงโล่ กระบอง และปืนยิงกระสุนยางเท่านั้น
“มีการปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชน เป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเจรจา กดดันด้วยกำลังพลและยุทธวิธีต่างๆ ไม่ใช่เป็นการใช้อาวุธเข้าสลายการชุมนุม” ธาริต ระบุ







