
แบงก์ออมสินพ้นวิกฤต
แห่ถอนเงินธนาคารออมสินเริ่มคลี่คลาย ยอดไหลออกลดเหลือ 7,000 ล้านบาท
แห่ถอนเงินธนาคารออมสินเริ่มคลี่คลาย ยอดไหลออกลดเหลือ 7,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคาร 2 วัน เป็นเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ลูกค้าได้มาถอนเงินสุทธิออกไป 7,000 ล้านบาท นับว่าสถานการณ์ได้พ้นช่วงวิกฤตแล้ว
“ผู้บริหารธนาคารได้โทรศัพท์เข้าไปชี้แจงลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินฝากมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขอร้องไม่ให้ถอนเงินฝากจากธนาคาร และยืนยันว่าจะไม่มีการนำการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของธนาคารอย่างเด็ดขาด ทำให้ลูกค้าพอใจ จึงแทบไม่มีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาถอนเงินออกจากธนาคารเลย” แหล่งข่าวเปิดเผย
ทั้งนี้ หากยอดการถอนเงินลดลงสู่ระดับปกติ ธนาคารจะมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับการถอนเงินของลูกค้า ยอมรับว่าได้ขอกู้อินเตอร์แบงก์จากธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง แต่หากพ้นวิกฤตก็ไม่ต้องกู้ หรือขายสินทรัพย์สภาพคล่องนำเงินมาคืนให้กับผู้ฝากเงิน
“ธนาคารได้ติดต่อขอสภาพคล่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไว้กรณีที่สถานการณ์เลวร้าย แต่คงไม่ต้องใช้วงเงิน” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้านบริษัท นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า เท่าที่ติดตามดูสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ ยังไม่มีการปรับสูงขึ้นจนผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ธปท.ยังติดตามดูการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิดต่อไป
สำหรับ ปริมาณธุรกรรมการกู้ยืมอินเตอร์แบงก์ที่ธปท.รายงาน ล่าสุด ณ วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมามียอดรวมทั้งสิ้น 5.427 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น กู้ข้ามคืน 5.217 หมื่นล้านบาท และกู้แบบมีระยะเวลา 2,100 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.23% เทียบกับต้นปีวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมาที่มีปริมาณการกู้ยืม 5.763 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกู้ข้ามคืน 4.313 หมื่นล้านบาท และกู้แบบมีระยะเวลา 8,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.22%
ด้านนางฤชุกร สิริโยธิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันสภาพคล่องโดยรวมของไทยไม่ได้มีปัญหา แม้จะมีการโยกเงินฝากระหว่างกันของธนาคารต่างๆ จากความเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองของประชาชนผู้ฝากเงินก็ตาม ดังนั้น ธปท.คงไม่ต้องเตรียมมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องเป็นพิเศษอะไร เพราะหากธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งขาดสภาพคล่องจริง ในฐานะธนาคารกลางมีช่องทางหรือกลไกปกติที่จะช่วยสภาพคล่องแก่ธนาคารนั้นๆอยู่แล้ว
“สถานการณ์ขณะนี้ต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่มีปัญหาฐานะ เจ้าหนี้ในต่างประเทศดึงเงินกลับ สภาพคล่องตรึง และมีปัญหาหนี้เสีย ทุกคนตรึงหมด ไม่มีสภาพคล่องมาให้กู้ แต่ปัจจุบันเงินแค่โยกเปลี่ยนที่ จากที่ที่คนขาดความเชื่อมั่นไปที่ที่เขาเชื่อมั่น เงินไหลกลับไปกลับมาเฉยๆไม่ได้ไหลออกนอกประเทศ ใครขาดสภาพคล่องก็มาใช้ช่องที่ ธปท. มีไว้ได้ คือ การกู้ยืมผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตร(Repo) และ การเป็นผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายของธนาคารกลางหรือที่เรียเลนเดอร์ ออฟ ลาส รีสอท แต่หากดูจากกรณีธนาคารออมสินคงไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะมีสินทรัพย์สภาพคล่องสูง แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นธนบัตรเงินสดไม่ทัน” นางฤชุกรกล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารออมสินเป็นหนึ่งในคู่สัญญาที่สามารถกู้ยืมกับธนาคารได้เลย เพราะเป็น Primary Dealer สำหรับธุรกรรมซื้อขายตราสารหนี้ โดยมีสัญญาว่าจะขายคืนหรือซื้อคืน และซื้อตราสารหนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย
(PDs Bilateral Repo)ได้ เช่นเดียวกับอีก 11 แห่ง คือ 1.ธนาคารกรุงเทพ 2. ธนาคารกรุงไทย 3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 4. ธนาคารกสิกรไทย 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ 6. ธนาคารทหารไทย 7. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 8. ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) 9. ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สาขากรุงเทพฯ 10. ธนาคารยูโอบี 11. ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอรปอเรชั่น สาขากรุงเทพฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีฝ่ายการเมืองพากันไปฝากเงินกับธนาคารออมสินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นผลดีเพราะเป็นการดึงความขัดแย้งทางการเมือง เข้าไปอยู่กับธนาคาร
หากนายพานทองแท้ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯต้องการช่วยเหลือชาวนาจริงๆควรไปบอกให้รัฐบาลขายข้าวจะดีที่สุดการพยายามกู้เงินที่สุดแล้วภาระจะตกอยู่ที่ประชาชน
ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่า สภาพคล่องของธนาคารออมสินยังไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าในระยะสั้นรัฐบาลจะสามารถป้องกันและบริหารจัดการความท้าทายในด้านสภาพคล่องของธนาคารรัฐได้ แม้จะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ







