
ศาลไม่ถอนพรก.ฉุกเฉินแต่ห้ามเข้าสลายม็อบ
ศาลแพ่งไม่ถอนพรก.ฉุกเฉิน แต่สั่งห้ามเข้าสลาย-ปิดถนน-ยึดเครื่องอุปโภคบริโภค-ตรวจค้นรื้อถอน ชี้เป็นการชุมนุมตามสิทธิรธน.
ศาลแพ่งไม่ถอนพรก.ฉุกเฉิน แต่สั่งห้ามเข้าสลาย-ปิดถนน-ยึดเครื่องอุปโภคบริโภค-ตรวจค้นรื้อถอน ชี้เป็นการชุมนุมตามสิทธิรธน.
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ศาลแพ่ง ถนนรัชดาฯ ได้อ่านคำพิพากษาในคดี ที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส.และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และออกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยมิชอบและยังไม่มีเหตุจำเป็น ซึ่งผู้ฟ้องขอให้ศาล สั่งเพิกถอนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และห้ามใช้กำลังสลายการชุมนุม
โดยวันนี้ นายถาวร ฝ่ายโจทก์ ไม่ได้เดินทางมาศาล มีเพียง นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความ มาฟังคำพิพากษา ส่วนฝั่งจำเลยมี ผู้รับมอบฉันทะ จากจำเลยที 2 ที่ 3 มาศาล
ศาลพิเคราะห์ จากคำเบิกความของโจทก์ จำเลย แล้วเห็นว่า กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารในการออก พรก.ฉุกเฉิน เมื่อเห็นว่า สถานการณ์บ้านเมือง อยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่การออก พรก. ฉุกเฉิน ดังกล่าว ต้องมีผลบังคับใช้กับ คนทุกกลุ่ม แต่ศาลเห็นว่า การออกประกาศ ของจำเลย นั้น เป็นการบังคับใช้ กับ ผู้ชุมนุม ที่มาชุมนุมตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ ศาลจึงสั่งห้ามจำเลย 9 ข้อ
1. ห้ามจำเลย มีคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม
2. ห้ามจำเลยยึดอายัด สินค้า อุปโภค บริโภค ที่ใช้ในการสนับสนุนการชุมนุม ของโจทก์ และผู้ชุมนุม
3.ห้ามจำเลย ตรวจค้น รื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง ของผู้ชุมนุม
4.ห้ามจำเลย ห้าม ผู้ชุมนุมซื้อขายสิค้า เครื่องอุปโภค บริโภคที่ใช้ในการชุมนุม
5.ห้ามจำเลย ปิดการจราจรเส้นทางคมนาคม
6.ห้ามจำเลย สั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
7.ห้ามจำเลย สั่งห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ตามที่จำเลยกำหนดไว้ในประกาศ
8.ห้ามจำเลย สั่งผู้ชุมนุมห้ามใช้อาคาร
9.ห้ามจำเลย มีคำสั่งห้ามบุคคล เข้า และ ออก พื้นที่การชุมนุม
ส่วน ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ศาลแพ่ง ไม่มีคำสั่ง เพิกถอนแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดีในองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 5 คน มีผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 2 คน มีความเห็นแย้งโดยเห็นว่า ควรจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศและข้อกำหนดทุกฉบับที่อาศัยอำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 57 เนื่องจาก เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการออกมาเพื่อมุ่งใช้บังคับบุคคลบางกลุ่ม คือโจทก์และผู้ชุมนุม ซึ่งในการชุมนุมศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่าการชุมนุมของโจทก์และผู้ชุมนุมที่ออกมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ รวมทั้งมีเหตุผลมาจากความไม่ไว้วางใจการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ที่เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นการลิดรอนสิทธิของโจทก์และผู้ชุมนุมตามกฎหมาย
ด้าน นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความฝ่ายโจทย์ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการฟังคำดิพากษาว่า จากนี้ หากทางฝ่ายจำเลย จะใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ไม่กังวล แต่ด้วยเหตุที่ศาล ได้ระบุคำตัดสินดังกล่าว ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ฝ่ายบริหารประกาศใช้ข้อกำหนด คือ นับจากวันที่ 22 ม.ค.เป็นต้นมา จึงถือว่าความผิดเกียวกับ การฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ของแกนนำ หรือ ประชาชนผู้ร่วมชุมนุม ที่ถูกดำเนินคดี ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้







