
รัฐบาล-กปปส.ไม่เลิกรบมีแต่เสียกับเสีย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ได้นำพาให้การเมืองมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้ง หลังจากมีผู้เสียชีวิตในระหว่างการขอคืนพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินจากกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.)
ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้เสียชีวิต ณ เวลา 16.40 น. จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.สุพจน์ บุญรุ่ง อายุ 52 ปี 2.ด.ต.เพียรชัย ภารวัตร อายุ 45 ปี 3.ธนูศักดิ์ รัตนคช และ 4.เป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 64 คน
ตามบันทึกของศูนย์เอราวัณ ถ้านับรวมเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เท่ากับว่าได้มีความรุนแรงรวมทั้งหมด 64 ครั้ง นับตั้งแต่มีเสียงปืนและระเบิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2556 ที่บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีผู้เสียชีวิต 5 คน
สถิติการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงถึง 64 ครั้งในช่วงระยะเวลาการชุมนุมประมาณ 3 เดือน นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร และแน่นอนว่าตัวเลขจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกตราบใดที่การชุมนุมยังคงยืดเยื้อและรัฐบาลเตรียมจะใช้กำลังขอคืนพื้นที่ต่อไป
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสูญเสียและความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง ศรส.และ กปปส.
ทำไม กปปส.ถึงยังต้องคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินต่อไป ทั้งๆ ที่นับตั้งแต่ปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ก็ได้ย้ายเวทีการชุมนุมจากราชดำเนินไปอยู่ที่สี่แยกปทุมวัน สี่แยกราชประสงค์ สี่แยกอโศก
ส่วนถนนราชดำเนินนั้นไม่ได้มีการจัดกิจกรรมของ กปปส. แต่ปรากฏว่าได้มีการนำเอารั้วเหล็กมาวางกั้นแนวจนส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ แม้ว่าในเวลาต่อมา กปปส.จะคืนพื้นที่สะพานพระราม 8 ให้ใช้ได้ตามปกติ แต่ก็ช่วยลดปัญหาการจราจรได้บางส่วนเท่านั้น เนื่องจากถนนราชดำเนินยังไม่อาจใช้สัญจรได้เต็ม 100%
ขณะที่ ศรส.และรัฐบาล ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เช่นกัน
โดยมีข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลถึงตัดสินใจใช้กำลังเพื่อขอคืนพื้นที่บางส่วนระยะนี้ เพราะในวันที่ 19 ก.พ. ศาลแพ่งเตรียมอ่านคำพิพากษาว่าจะให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือไม่
ทำไม ศรส.ไม่รอให้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาออกมาก่อน ซึ่งจะว่าไปแล้วการรอฟังคำสั่งศาลแพ่งไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เพราะถึงอย่างไรต่อให้ในอนาคตเกิดศาลแพ่งพิพากษาให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จริง รัฐบาลก็ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ผ่านการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ได้เหมือนกับที่เคยใช้ควบคุมการชุมนุมในช่วงแรก
หรือเป็นเพราะ ศรส.และรัฐบาลมองว่าการได้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปย่อมเป็นคุณกับตัวเองมากกว่าการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจและคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า เช่น ประชาชนไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ได้ หรือเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ทันที เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้การที่ ศรส.และรัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังเข้ามาจัดการสถานการณ์ในช่วงเวลาสำคัญ จึงย่อมถูกมองได้ด้านหนึ่งว่า “ภารกิจคืนความสงบ” ของ ศรส.เป็นความที่ต้องการแสดงให้ศาลแพ่งเห็นโดยทางอ้อมว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความฉุกเฉินและมีความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้ พ.ร.ก.ต่อไป
ขณะเดียวกัน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลให้ความเป็นไปได้ของการให้เกิดกระบวนการเจรจาห่างออกไปทุกที เพราะต่างฝ่ายต่างแสดงให้เห็นแล้วว่าตัวเองต้องการชัยชนะที่เด็ดขาดแต่เพียงฝ่ายเดียว
ฝ่ายรัฐบาลต้องการรักษาอำนาจให้นานที่สุดเพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปและนำไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจสมบูรณ์ 100% พร้อมกับใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จับกุมแกนนำ กปปส.ทีละคน ซึ่งหวังว่าวิธีการนี้จะมีผลให้การชุมนุมอ่อนแรงลง จนยอมยุติการชุมนุมหรือยอมหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบเป็นอย่างน้อย
ส่วนฝ่าย กปปส.มีเป้าประสงค์เพียงอย่างเดียว คือ การให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้เกิดการตั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติของประชาชน โดยไม่สนใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายแตกต่างกันเช่นนี้ ยิ่งทำให้เสียงเรียกร้องจากฝ่ายที่เป็นกลางที่ต้องการให้รัฐบาลและ กปปส.เจรจามีแรงน้อยลงต่อไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่จะตามมามากขึ้นอีกเป็นระยะตราบใดที่ยังไม่มีใครยอมถอยอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการชุมนุมในวันที่ 19 ก.พ. ซึ่งมีแนวโน้มว่ารัฐบาลและ กปปส.กำลังจะกลับมาห้ำหั่นกันอีกรอบเสมือนหนึ่งได้ลืมการสูญเสียที่เกิดขึ้น หลังจาก กปปส.ประกาศให้วันดังกล่าวเป็น “วันแตกหัก” ส่วน ศรส.เองยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
หากสถานการณ์ยังคงเดินต่อไปในรูปแบบนี้ มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การสูญเสียจะเกิดขึ้นมากกว่าทุกครั้ง
หนทางที่ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการเจรจา เป็นข้อเสนอที่หลายฝ่ายเรียกร้องและอยากให้รัฐบาลและ กปปส.ปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้รับการสนองจากสองฝ่ายมากเท่าไหร่นัก
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วควรหันเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลมก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป







