posttoday
คนไทยเลือกแล้ว "เลือกที่จะไม่เลือก"

คนไทยเลือกแล้ว "เลือกที่จะไม่เลือก"

19 กุมภาพันธ์ 2557

เจอร์รี่ ฮิวเกต ชาวต่างชาติซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทย ได้แสดงความเห็นตอบโต้บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. เรื่อง “ประชาธิปไตยไทยถูกขัดขวาง” โดย ฮิวเกต ชี้ว่า การขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. แสดงให้เห็นว่าคนไทยตระหนักเรื่องการเมืองมากขึ้น

เจอร์รี่ ฮิวเกต ชาวต่างชาติซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทย ได้แสดงความเห็นตอบโต้บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. เรื่อง “ประชาธิปไตยไทยถูกขัดขวาง” โดย ฮิวเกต ชี้ว่า การขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. แสดงให้เห็นว่าคนไทยตระหนักเรื่องการเมืองมากขึ้น

“ในความเป็นจริง ประชาธิปไตยไทยปัจจุบันถูกครอบงำโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้อำนาจอย่างเปิดเผยเท่านั้น ทั้งการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างอุกอาจ และการผ่าน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ไม่อยู่ในกระบวนการงบประมาณ ไม่มีการควบคุม และเกินจำเป็น” ฮิวเกต กล่าว

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปเลือกตั้งถึง 53% ขณะที่อีก 17% ได้กาในช่อง “ไม่ออกเสียง” และอีก 12% ทำบัตรเสีย ดังนั้น ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งปฏิเสธผู้สมัครจากพรรครัฐบาล

“แทนที่จะโอดครวญกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราควรเคารพความปรารถนาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยที่ต้องการสร้างระบบทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” ฮิวเกต ระบุ

ทั้งนี้ บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับความวุ่นวายระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยระบุไว้ว่า หากการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และรัฐสภาถูกแทนที่ด้วยผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะส่งผลให้ประเทศไทยที่มีความแตกแยกอย่างหยั่งรากลึกอยู่แล้วต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงกว่าเดิม และกัดเซาะเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงอยู่แล้ว

นิวยอร์ก ไทมส์ ทิ้งท้ายไว้ว่า หากแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการลดการทุจริตและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับระบอบประชาธิปไตยไทย ก็ควรจะยกเลิกการชุมนุม แล้วเสนอแผนการปฏิรูปที่ชัดเจนและมีรายละเอียดเพียงพอ ที่สามารถให้ผู้ลงคะแนนยอมรับหรือปฏิเสธได้

ขณะเดียวกัน ศ.ไซมอน เตย์ นักวิชาการชาวสิงคโปร์ แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์ เจแปน ไทมส์ ระบุว่า ความวุ่นวายทางการเมืองไทยในขณะนี้ซับซ้อนกว่าที่จะแบ่งเป็นแค่ฝ่าย “เหลือง” กับ “แดง” ได้

นอกจากนี้ เตย์ ยังอ้างผลสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ระบุว่า คะแนนเสียงสนับสนุนพรรครัฐบาลกำลังลดลง เนื่องจากประชาชนเริ่มสงสัยในประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาลรักษาการ ขณะที่บรรดาชาวนาที่เข้ามาประท้วงเพื่อทวงเงินจำนำข้าว ก็นับเป็นแรงกดดันใหม่สำหรับรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลมีต้นทุนสูงที่ต้องจ่ายโดยภาษีของประชาชน และทำให้ข้าวไทยไม่มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออก เจแปน ไทมส์ ระบุต่อไปว่า ประเทศไทยหลุดจากอันดับผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ 1 ใน 3 ขณะที่ความสงสัยว่านโยบายนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงหรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ชาวสิงคโปร์ผู้นี้กลับไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีคณะบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งจะไม่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ หรือแม้กระทั่งในหมู่คนไทยเอง

นอกจากนี้ หากคนไทยไม่สามารถประนีประนอมความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อได้ในเร็ววัน สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือ ความรุนแรงและวิกฤตทางเศรษฐกิจ

“ความอดทนอดกลั้นของทั้งสองฝ่ายจะหมดลงไปเรื่อยๆ และจะส่งผลให้ระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลออกมาจัดการชุมนุมบนถนนเช่นเดียวกัน” ศ.เตย์ ระบุ

ถึงแม้ว่ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรงและภาคอุตสาหกรรมยังคงมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจอยู่ แต่ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อย่อมทำให้สถานการณ์แย่ลง

เจแปน ไทมส์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีท่าทีที่จะประนีประนอมแต่ประการใด สุดท้ายคนไทยจะพบว่า ถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่จะไม่มีผู้ใดชนะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท