posttoday
สิ้นลาย "เทฟลอน ไทยแลนด์" การเมืองเน่าเฟะ ฉุดเศรษฐกิจหายนะ

สิ้นลาย "เทฟลอน ไทยแลนด์" การเมืองเน่าเฟะ ฉุดเศรษฐกิจหายนะ

19 กุมภาพันธ์ 2557

“เทฟลอน ไทยแลนด์” กลายเป็นชื่อเล่นที่สื่อต่างชาติพร้อมใจกันตั้งให้กับประเทศไทย

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

“เทฟลอน ไทยแลนด์” กลายเป็นชื่อเล่นที่สื่อต่างชาติพร้อมใจกันตั้งให้กับประเทศไทย ซึ่งมีความหมายเปรียบเปรยถึงเศรษฐกิจของไทยที่ไม่ได้ถูกแปดเปื้อนไปด้วยผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้น และการลงทุนจากต่างประเทศที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ฉายาที่ยกย่องไทยแลนด์ในลักษณะดังกล่าวดูเหมือนว่าจะเสื่อมมนต์ขลังลงไปเสียแล้ว เห็นได้ชัดจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เติบโตเพียง 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2013 นั้นขยายตัวเพียง 2.9% ในขณะที่ในปี 2012 นั้นขยายตัวถึง 6.5%

บรรยากาศอันน่าอึมครึมของเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ได้เห็นแสงสว่างที่จะกระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังไม่มีแนวโน้มจะยุติในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อโครงการการใช้จ่ายของรัฐบาลล่าช้าออกไป และยังทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์จากต่างประเทศมองว่า แม้ในอนาคตสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองของไทยจะผ่อนคลายลง แต่เศรษฐกิจของไทยก็ยังคงจะต้องอยู่ในสภาวะอ่อนแอต่อไป อันเนื่องมาจากการลงทุนจากภาคเอกชนที่อ่อนแอและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น

เห็นได้จากการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 4 นั้นปรับลดลงถึง 13.1% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองก็อาจจะยิ่งทำให้บริษัทต่างประเทศหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ประกอบกับจะยิ่งส่งผลต่อการลงทุนในระยะยาวอีกด้วย ที่ก่อนหน้านี้ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ก็ได้ออกมาประกาศแล้วว่าอาจจะต้องทบทวนแผนการลงทุนในไทยเพิ่มเติม

ในขณะที่หนี้ครัวเรือนของไทยก็อยู่ที่ระดับ 80% ของจีดีพี ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากระดับที่ 56% ในปี 2008 ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ว่าหนี้ครัวเรือนนั้นมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่ออุปโภคบริโภคอาจจะเติบโตเร็วกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

“ถ้าคุณลองพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทางการเมืองที่จะกระทบต่อกิจกรรมภาคเศรษฐกิจจริง จะเห็นได้ว่าการเมืองนั้นคือส่วนประกอบของความต้องการทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับจีดีพี” อูวเบน พาราคูลเลส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของโนมูระ กล่าว พร้อมกันนี้ อูวเบน ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนจากภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องการเมืองนั้นก็ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย ราฮุล บาโจเรีย นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของบาร์เคลย์ ระบุว่า การบริโภคของภาคเอกชนนั้นหดตัวลงถึง 4.5% ในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานับตั้งแต่วิกฤตการณ์การเงินเอเชียในปี 1997

ทาง สศช.เองก็ยังปรับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้เหลือเพียง 34% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 45% เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศต่างมองว่าเป็น “การประเมินที่สูงมากกว่าความเป็นจริง”

ส่วนหนึ่งของปัญหานั้นมาจากสาเหตุที่ว่า รัฐบาลไทยในขณะนี้ยังไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ซึ่งรวมไปถึงการใช้จ่ายเงินต่างๆ แม้ว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหา และแม้จะมีมติให้จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่การันตีได้ว่าการเลือกตั้งใหม่ในเดือน เม.ย.นี้จะสามารถแก้ไขวิกฤตทางการเมืองและจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ที่แน่นอนก็คือ ไทยจะยังอยู่ในสภาวะที่ไม่มีรัฐบาลไปอีก 2 เดือนนับจากนี้อย่างแน่นอน

“ยิ่งภาวะสุญญากาศทางอำนาจคงอยู่นานเท่าไร ก็จะยิ่งส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น และข้อห้ามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลรักษาการส่งผลให้การดำเนินการในการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด” คริสตัน แทน นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียของแคปปิตอล อีโคโนมิสต์ ระบุ ซึ่ง คริสตัน นั้นยังคงตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายมากกว่า 3% ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่สื่อต่างชาติยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจก็คือ “นโยบายประชานิยม” ที่ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2011 ที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าจะไม่ได้รับการสานต่อ ซึ่งหนึ่งในนโยบายเหล่านั้นก็คือ นโยบายจำนำข้าวของไทยที่แสดงให้เห็นชัดแล้วว่ามีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินให้กับชาวนาอย่างหนัก

สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ของเครดิต สวิส ในสิงคโปร์ แสดงความคิดเห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจ นอกจากการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ล่าช้าแล้ว คือ การที่รัฐไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้กับชาวนาภายใต้โครงการรับจำนำข้าวได้ เมื่อชาวนากำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่อง ซึ่ง สันติธาร ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ สำนักในขณะนี้ก็ยังไม่ได้พิจารณาถึงปัจจัยเรื่องจำนำข้าวที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดในไทยที่ธนาคารออมสินระบุว่าจะปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้เงินดังกล่าวในการจ่ายเงินจำนำข้าวให้กับรัฐบาล ก็ส่งผลให้เกิดการถอนเงินจากธนาคารออมสินเป็นเงินมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในเวลาเพียง 1 วัน หรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นภาวะแบงก์รัน ซึ่ง วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเมืองของไทยได้ลุกลามเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจของไทยไปเรียบร้อยแล้ว

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยแสดงการชะลอตัวลงอย่างชัดเจนนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเทศก็ได้แสดงความคิดเห็นถึงความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากระดับปัจจุบันที่ 2.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอาจจะทำอย่างเร็วที่สุดในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 12 มี.ค.นี้ โดยเฉพาะในสภาวะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชะลอตัวลงเช่นนี้

ซีเอ็นบีซีได้รายงานอ้างความคิดเห็นของ วิชณุ วราธาน นักวิเคราะห์ตลาดจากธนาคารมิซูโฮ คอร์เปอเรชั่น ระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้านั้นมีความเป็นไปได้ที่ชัดเจนอยู่ 2 อย่าง ปัจจัยแรก คือ ตัวเลขจีดีพีที่ออกมาน่าผิดหวัง และอีกปัจจัยคือ ตัวบ่งชี้ต่างๆ ในอนาคตที่ยังอ่อนแอ ซึ่งจากมุมมองนโยบายทางการเงินแล้ว ก็มีความสมเหตุสมผลที่จะปรับลดดอกเบี้ย

สอดคล้องกับคำกล่าวของบรรดานักวิเคราะห์จากธนาคารเอชเอสบีซีที่คาดการณ์ว่า ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.5% สู่ระดับ 1.75% ภายในระยะเวลาครึ่งปีแรกของปีนี้

“แม้ว่าตัวเลขที่ออกมาจะอยู่เหนือความคาดหมาย ทว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 4 นี้ก็แสดงให้เห็นว่าความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างช่วงไตรมาสที่ผ่านมานั้นบ่อนทำลายต่อกิจกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ” นักวิเคราะห์จากเอชเอสบีซี กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่า ธปท.จะมีการตอบโต้กับเศรษฐกิจที่จำกัด แต่นักวิเคราะห์จากเอชเอสบีซีก็เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วการปรับลดดอกเบี้ยจะเป็นอาวุธที่จะใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กระนั้นก็ตาม ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยหรือหน่วยงานใดๆ ก็ตามจะงัดมาตรการ ออกมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศที่ได้ชื่อว่า ไม่สะทกสะท้านต่อวิกฤตใดๆ แต่ถ้าหากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองอันยืดเยื้อที่เห็นได้ชัดว่าส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง ไม่ได้รับการแก้ไขในเร็ววันแล้ว อีกทั้งยังไม่เห็นท่าทีว่าจะมีจุดสิ้นสุด คนที่ได้รับผลกระทบก็ไม่ใช่ใครนอกจาก ประชาชนคนไทยเสียเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท