
โกงกินทุกขั้นตอนต้นตอเงินจ่ายข้าวชะงัก
ต้องเรียกว่าบานปลายกลายเป็นหนังม้วนยาว เมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ค้างหนี้ค่าข้าวชาวนา
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ต้องเรียกว่าบานปลายกลายเป็นหนังม้วนยาว เมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ค้างหนี้ค่าข้าวชาวนา ที่ขนข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 นานกว่า 3 เดือนเต็ม
ผู้นำรัฐบาลและ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ต่างอ้างโน่นอ้างนี่ว่าสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาได้ เพราะมีผู้ชุมนุมมากดดันจนต้องยุบสภา และมีขบวนการต่อต้านไม่ให้รัฐบาลกู้เงินจากสถาบันการเงินมาจ่ายให้ชาวนา
“ถ้ารัฐบาลมีอำนาจบริหารได้เต็มก็สามารถรับปากพี่น้องได้ แต่นี่ยุบสภาแล้ว มีขั้นตอนตามกฎหมายต่างๆ การทำงานไม่ใช่เรื่องรัฐบาล เป็นเรื่องธนาคารที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้ จึงไม่สามารถรับปากในงานที่ไม่ใช่งานของดิฉันได้” นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์วันที่ 18 ก.พ.
ทว่า การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ขอความเห็นใจ ไม่ได้ทำให้ชาวนานับล้านคนได้เงินค่าข้าว
ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุชัดเจนว่า ณ วันที่ 10 ก.พ. ชาวนานำใบประทวนไปขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. รวม 1.83 ล้านราย เป็นเงิน 1.78 แสนล้านบาท แต่มีการจ่ายเงินให้ชาวนา 5.47 แสนราย เป็นเงิน 6.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
เท่ากับว่าขณะนี้รัฐบาลยังค้างหนี้ชาวนากว่า 1.3 ล้านราย เป็นเงิน 1.19 แสนล้านบาท และหนี้สินดังกล่าวยังไม่รวมข้าวเปลือกที่ชาวนา นำเข้าโครงการแล้ว แต่ยังไม่ได้ใบประทวน เพราะมีคำสั่งเป็นทางลับจากกระทรวงพาณิชย์ให้ชะลอการออกใบประทวนให้ชาวนามาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีอีกหลายล้านตัน
หากจะว่าไปแล้ว โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ทำให้ชาวนาเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าในขณะนี้ นอกจากมิจฉาทิฐิทางนโยบายแล้ว โครงการรับจำนำข้าวถูกกล่าวขานว่ามีการทุจริตโกงกินได้ทุกขั้นตอน
“โครงการรับจำนำข้าวที่พังเร็วขึ้น เป็นเพราะมีการทุจริตใน 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนชาวนา นำข้าวเปลือกเข้าโรงสี นำข้าวสารเข้าโกดัง และขั้นตอนการระบายข้าว ซึ่งมีวิธีการโกงกินได้อย่างน้อย 20 วิธีการ” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ผู้ที่คลุกคลีในวงการข้าวมานานกว่า 40 ปี ระบุ
ที่สำคัญการทุจริตในแต่ละขั้นตอนได้ส่งผลให้ชาวนาที่เข้าโครงการถูกโกงและได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีการทุจริตรั่วไหล กระทั่งทำให้รัฐบาลไม่มีเงินมาหมุนเวียนจ่ายค่าจำนำข้าว
เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ซึ่งพบว่ามีเปิดช่องให้เกิดทุจริตระดับรากหญ้าใน 4 วิธีการ คือ 1.ขึ้นทะเบียนพื้นที่ปลูกข้าวเกินความเป็นจริง 2.แจ้งผลผลิตข้าวเกินความเป็นจริง 3.ที่นาผืนเดียวกันแต่มีการขึ้นทะเบียนซ้ำซ้อนกันระหว่างเจ้าของที่นาและผู้เช่า และ 4.การขายสิทธิใบรับรองเกษตรกรให้โรงสี
ผลพวงที่ตามมาจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรสูงกว่าความเป็นจริง และการเปิดรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ทำให้ในช่วงปีการผลิต 2554/2555 และ 2555/2556 รัฐบาลต้องจ่ายเงิน 6.88 แสนล้านบาท ซื้อข้าวเปลือก 44 ล้านตัน ในขณะที่ชาวนาจำนวน 86% ของทั้งประเทศปลูกข้าวได้ไม่เกิน 25 ตัน หรือไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อรายเท่านั้น
โดยเฉพาะการที่โรงสีและนายหน้าเสนอแรงจูงใจออกเร่รับซื้อสิทธิชาวนาตามใบรับรองให้อัตรา 1,000 บาทต่อตัน ก่อนนำข้าวจากเพื่อนบ้าน ข้าวเสื่อมคุณภาพที่ซื้อจากสต๊อกเก่าของรัฐบาล จากนั้นส่งข้าวเข้าโครงการทำกำไรให้โรงสีและพ่อค้าได้ไม่ต่ำกว่า4,0005,000 บาทต่อตัน
แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือโรงสีซื้อใบรับรองจากชาวนามา แต่ไม่มีการส่งข้าวสารเข้าโกดังรัฐบาล หรือที่เรียกว่าข้าวลม และนี่จึงเป็นต้นทางของปรากฏการณ์สต๊อกข้าวรัฐบวมเป็นลูกโป่ง และเป็นสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยอมเปิดโกดังข้าวสารให้ใครเข้าไปตรวจสอบง่ายๆ
ขณะที่ขั้นตอนที่ชาวนานำข้าวเปลือกเข้าโรงสียังเปิดช่องทุจริตได้อีก 7 วิธีการที่ทำให้ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ 1.11.2 หมื่นบาทต่อตัน จากราคารับจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน
ประกอบด้วย 1.ชาวนาถูกโกงคุณภาพข้าวเปลือก โดยโรงสีจะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ข้าวหัก ด้วยการตั้งเวลาเครื่องปั่นข้าวเปลือกนานผิดปกติจนทำให้ข้าวหัก 5% กลายเป็นข้าวหัก 25% 2.โกงความชื้นข้าวเปลือก โดยใช้มือเปล่าจับข้าวเปลือกเข้าเครื่องวัดความชื้น หรือตักข้าวโดยใช้กระบวยตักข้าวที่มีความชื้นสูง3.โกงสิ่งเจือปน
4.โกงกิโลชั่งน้ำหนัก เพราะระบบการชั่งน้ำหนักที่เป็นระบบดิจิตอลถูกปรับโปรแกรมได้ 5.โรงสีซื้อใบรับรองชาวนามาสวมสิทธิ 6.ออกใบประทวนให้ชาวนาล่าช้า เพราะโรงสีจะได้นำข้าวเปลือกไปสีขายก่อนในช่วงที่ข้าวสารมีราคาดี 7.ใบประทวนที่นำไปขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. ไม่มีการแนบใบชั่งน้ำหนักข้าวของชาวนาเอาไว้ด้วย ทำให้ไม่มีการตรวจสอบซ้ำว่าชาวนาขายข้าวเปลือกในโครงการจริงๆ เท่าใด
และเมื่อชาวนาต้องเจอสารพัดกลโกงจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรที่โรงสีจะกลายเป็นจำเลยและผู้ร้ายตัวหลักที่หากินกับชาวนา
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเพิ่มเติมที่ผลักดันให้โรงสีต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทุจริตแบบกินตามน้ำ นั่นก็เพราะโรงสีต้องมีภาระค่าใช้จ่ายทั้งที่เป็นไปตามระเบียบและจ่ายใต้โต๊ะให้ฝ่ายการเมือง หากเข้าโครงการเพียวๆ ก็คงไม่มีเงินมาซื้อรถหรู รถปอร์เช่ และมีเงินอู้ฟู่อย่างวันนี้
เพราะตามบัญชีรายการที่โรงสีต้องจ่ายเข้าโครงการมีตั้งแต่การสมัครเข้าร่วมโครงการ แม้ว่าจะมีคุณสมบัติครบ มีเครื่องสีแปร เครื่องอบ ลานตาก มีโกดังเก็บข้าวสาร มิต้องมีเอกสารหลักฐานครบครัน แต่ต้องจ่ายค่าอำนวยความสะดวกหลักแสน ยิ่งหากโรงสีต้องการได้ข้าวเปลือกเข้าโรงสีมากๆ เพื่อจะได้ค่าจ้างสีแปรเพิ่ม และเบี้ยบ้ายรายทางอื่นๆ
เช่น เปิดจุดรับจำนำนอกโรงสี หรือการรับจำนำข้าวข้ามเขต ซึ่งระเบียบห้ามไว้ โรงสีจะต้องจ่ายใต้โต๊ะ 100 บาทต่อตัน และหากจะเลือกส่งข้าวเข้าโกดังที่อยู่ใกล้โรงสีและส่งง่ายก็ต้องจ่ายอีก 10 บาทต่อกระสอบ (100 กิโลกรัม)
นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายที่วงการโรงสีเรียกว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เพราะทันทีที่โรงสีนำข้าวไปถึงโกดัง หากไม่จ่ายค่าเหยียบแผ่นดินตอนขนข้าวเข้าโกดัง 23 บาทต่อกระสอบ ก็จะถูกถ่วงเวลาทำให้ขนข้าวเข้าโกดังได้ล่าช้า
นอกจากนี้ โรงสียังต้องจ่ายเงินให้เซอร์เวเยอร์ที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารที่เข้าโกดังในอัตราจะอยู่ที่ 7 บาทต่อกระสอบ แต่ถ้าส่งข้าวไม่ได้สเปกจะถูกรีดเป็น 20 บาทต่อกระสอบ ถ้าส่งข้าวคุณภาพแย่มากๆ หรือถ้าซิกแซ็กส่งข้าวผิดสเปก เช่น กำหนดให้ส่งข้าวหอมมะลิ แต่ส่งเป็นข้าวอื่นแทนต้องจ่ายหนัก 80 บาทต่อกระสอบ
ขณะที่ขั้นตอนการนำข้าวสารเข้าโกดังกลาง ก็จะพบว่ามีการทุจริตอีก 4 วิธี แต่เงินที่ได้จากการทุจริตตรงนี้ส่วนใหญ่จะถูกส่งให้ฝ่ายการเมือง คือ 1.การเปิดรับสมัครโกดังเข้าโครงการ ซึ่งโกดังต้องจ่ายค่าแรกเข้าใต้โต๊ะเหมือนกับที่โรงสีสมัครเข้าโครงการ แต่อัตราการจ่ายจะแตกต่างกัน
2.ข้าวสารที่ถูกส่งเข้าโกดัง เจ้าของโกดังต้องจ่ายเงินให้ฝ่ายการเมืองเพื่อเป็นค่าส่วนกลางในอัตรา 10 บาทต่อกระสอบเป็นรายกระสอบ แลกกับการได้ค่าเช่าในอัตรา 2 บาทต่อเดือน
3.เซอร์เวเยอร์ที่ได้รับคัดเลือกให้ตรวจคุณภาพข้าวล้วนแล้วแต่มีการล็อกตัวว่าจะเป็นใคร และเมื่อเซอร์เวเยอร์มีรายได้ก็ต้องจ่ายให้ฝ่ายการเมือง ซึ่งรายได้ที่ว่านี้ก็จะมาจากการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน และเรียกเก็บค่าตรวจสอบข้าวจากโรงสีอีกต่อหนึ่ง
และ 4.กำหนดหลักเกณฑ์ให้เซอร์เวเยอร์ไม่ต้องรับผิดชอบข้าวขาออก ซึ่งกรณีนี้เปิดช่องให้โรงสีส่งข้าวคุณภาพต่ำแลกกับการจ่ายหัวคิวให้เซอร์เวเยอร์
นี่เป็นสาเหตุที่เมื่อเปิดประมูลข้าวเมื่อใดผู้ซื้อจะกดราคา เพราะเสี่ยงได้ข้าวคุณภาพต่ำ จึงลงเอยด้วยการไม่ร่วมประมูลซื้อข้าวรัฐ
สุดท้ายกระบวนการขายข้าวมีวิธีการทุจริต 4 วิธี ได้แก่ 1.การขายข้าวจีทูจีบังหน้า2.ประมูลขายข้าวทั่วไป แต่พ่อค้าทั่วไปไม่กล้าร่วมประมูล เพราะไม่รู้ว่าข้าวในโกดังที่เปิดประมูลมีคุณภาพเป็นอย่างไร ยกเว้นพ่อค้าเครือข่ายรัฐบาลเท่านั้นที่รู้ และราคาที่ขายได้จะไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อตัน
3.การโกงข้าวถุงและข้าวบริจาค และ4.การเปิดประมูลข้าวสารในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า เมื่อตกลงราคาซื้อขายได้แล้ว หากเป็นพ่อค้าในเครือข่ายจะต่อรองราคาได้มาก แต่หากไม่ใช่ก็จะลดราคาได้น้อยมากจนต้องล้มการขาย
กลโกงเหล่านี้นี่เองที่ทำให้รัฐบาลขายข้าวสารในโครงการและส่งเงินคืนมาหมุนเวียนจ่ายค่าข้าวได้เพียง 1.48 แสนล้านบาทตั้งแต่เริ่มโครงการ
ไม่เรียกว่าโกงกินกันจนพัง แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเรียกว่าอะไร!!







