posttoday
ครม.อนุมัติเปิดสภาถกงบ54

ครม.อนุมัติเปิดสภาถกงบ54

11 พฤษภาคม 2553

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เปิดสภาสมัยวิสามัญ 26-27พ.ค.นี้เพื่อพิจารณาร่างงบประมาณประจำปี2554 พร้อมอนุมัติพรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อปฏิรูปตลาดหุ้น

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เปิดสภาสมัยวิสามัญ 26-27พ.ค.นี้เพื่อพิจารณาร่างงบประมาณประจำปี2554 พร้อมอนุมัติพรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อปฏิรูปตลาดหุ้น

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.)  ว่า  ครม.เห็นชอบ ร่างพรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 โดยรับข้อเสนอของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ที่เคยเสนอเมื่อการประชุมครม. ที่ผ่านมา ให้สนับสนุนงบประมาณโครงการตามแผนพัฒนาพิเศษ 5 จังหวัดภาคใต้ ซึ่ง สำนักงบประมาณได้จัดทำโครงการต่างๆ แล้ว และจัดสรรงบ 5 จังหวัด ในวงเงิน 244 .6 ล้านบาท

นายวัชระ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการพิจารณาร่างงบประมาณของสภาจากเดิมซึ่งเคยเสนอจะเปิดสภาสมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่  26-27 พ.ค. เห็นชอบให้ขยายเวลา เป็น 24-26 พ.ค. ส่วนวันที่ 27 พ.ค. จะเป็นพิจารณาวาระอื่นๆของวุฒิสภา

" วันที่ 24 พ.ค. จะพิจารณาร่างพรบ.งบรายจ่าย เต็มวัน ส่วนวันที่ 25 พ.ค. ช่วงเช้า มีการประชุม ครม. จากนั้นช่วงบ่ายจะมีการพิจารณาร่างงบฯต่อ ส่วนวันที่ 26 พ.ค.จะมีการพิจา รณาเต็มวัน ทั้งนี้เมื่อพิจาณาจากปฏิทิน ร่าง พรบ. งบฯ จะผ่านกระบวนการจาก สส. และสว. แล้วเสร็จ วันที่ 10 ก.ย. " นายวัชระ กล่าว

ไฟเขียวปฏิรูปตลาดหุ้น

นอกจากนี้ที่ประชุมครม.มีมติอนุมัติพรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นกฎหมายที่ตอบสนองกับแผนพัฒนาตลาดทุนของไทย โดยมีหลักการดังนี้

1. ปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ 2. เพื่อยกเลิกการใช้อำนาจผูกขาดในระบบตลาดทุนไทย 3.เพื่อจัดโครงสร้างองค์กรตลาดทุนใหม่ โดยให้แยกระหว่างองค์กรของตลาดทุนกับองค์กรที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ออกจากกัน  4.มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

ทั้งนี้  มีเป้าหมายคือการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นตลาดมหาชน โดยจะใช้ชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ซึ่งจะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) พิจารณาภายใน 60 วัน และจะให้ครม.พิจารณาต่ออีก 30 วัน

ทุ่ม10ล.ให้สภาพัฒน์ระดมสมองแก้เศรษฐกิจ

ที่ประชุมครม.ยังได้อนุมัติงบกลางประจำปี 53 จำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เพื่อนำไปใช้สำหรับการจัดระดมความเห็นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามกระบวนการสร้างความปรองดอง เนื่องจากเห็นว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำในปัจจุบันยังมีอยู่ และกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาดูแลนี้จะไม่มีส่วนราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จะแบ่งการจัดประชุมเป็นระดับพื้นที่และระดับประเทศ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย.

ครม.เห็นชอบโครงการเออร์รี่รีไทน์ขรก.

ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบตามที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ( คปร. ) เสนอมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการในโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดหรือ เออรี่รีไทน์ มีระยะเวลา 5 ปีเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2556 โดยกำหนดคุณสมบัติให้ข้าราชการที่ประสงค์ออกจากราชการในวันที่ 1 ต.ค.2553 หรือในปีงบประมาณ 2554 ต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่ออกจากราชการ และยังให้คงคุณสมบัติเดิมตามเกณฑ์ไว้คือ ต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และอายุ 45 ปีขึ้นไป

สำหรับข้าราชการทหาร หรทอมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) รวมทั้งยังได้กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนเด ) ในวันที่ 1 ต.ค. 2554 หรือในปีงบประมาณ 2555 จะต้องเหลืออายุราชการอีก 2 ปี


ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับส่วนราชการที่ต้องการจะปรับปรุงอัตรากำลังใน 5 กรณีคือ 1. กรณีที่ ครม. มีมติให้ส่วนราชการปรับเปลี่ยนสถานภาพโดยออกจากระบบราชการ กรณีนี้ไม่กำหนดจำนวนสูงสุดของผู้ที่ข้าร่วมโครงการ แต่ต้องยุบเลิกตำแหน่ง 2. ส่วนราชการที่ต้องการยุบเลิกบางภารกิจ 3.ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเกิน กำหนดจำนวนสูงสุดของผู้เข้าร่วมมาตรการไม่เกิน 30 % ของกลุ่มเป้าหมายและส่วนราชการที่ต้องการต้องยุบเลิกตำแหน่ง 4. ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเหมาะสมกับบทบาทภารกิจ

แต่มีข้าราชการสูงอายุ ( 50 ปีขึ้นไป ) มากว่า 20 % ของจำนวนราชการทั้งหมด โดยกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 10 %  ของกลุ่มเป้าหมาย และ 5. ส่วนราชการที่มีกำลังไม่เพียงพอแก่การทำงานตามบทบาท ภารกิจ และมีข้าราชการที่สูงอายุ ( 50 ปีขึ้นไป ) มากกว่า 20 %ของจำนวนข้าราชการของส่วนราชการ โดยกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 5 %  ของกลุ่มเป้าหมาย และส่วนราชการไม่ต้องยุบเลิกตำแหน่ง

ไม่ทบทวนรวมประกันสังคม-ประกันสุขภาพ

ครม. มีมติรับฟังแต่ไม่ทบทวนข้อเสนอต่อนโยบาย เรื่อง การขยายสิทธิประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน  ตามที่ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เสนอ 4 ข้อดังนี้

1.. ให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายการขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน 2.ให้สำนักงานประกันสังคมขยายความคุ้มครองสิทธิประกันด้านสังคมที่ไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยให้แก่กลุ่มที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง 3.ให้สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ รับผิดชอบดูแลบริหารจัดการหลักประกันสุขภาพและสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนเช่นเดิม  รวมทั้งพิจารณาขยายไปยังผู้ประกันตนทั้งหมดด้วย 

และ 4. หากรัฐบาลมีนโยบายให้สำนักงานประกันสังคมรับผิดชอบการบริหารจัดการหลักประกันด้านสุขภาพของคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน สำนักประกันสุขภาพจะโอนงบเหมาจ่ายรายหัวไปสำนักงานประกันสังคมได้ 700 บาทต่อคนต่อปี

"หลังจากสำนักงานหลักประกันสุขเสนอแล้ว  ที่ประชุมครม.มีมติรับฟังตามความเห็น  แต่ยืนยันตามมติครม. ให้ขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน กล่าวคือรับฟังแต่ไม่เห็นด้วย” นายแพทย์ภูมินทร์กล่าว

ทั้งนี้มีรายงานว่า เมื่อเข้าสู่วาระการพิจารณาเรื่องดังกล่าว นายวินัย สวัสดิวร  เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้รายงานเหตุผลและความจำเป็นในการทบทวนนโยบายของรัฐบาล  และหลังจากที่เลขาสปสช.ออกจากห้องประชุม  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แจ้งต่อที่ประชุมว่า  “เรามีมติรับฟังแต่ยืนยันตาสมติเดิมของเรา”  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท