posttoday
ปิดประตูเจรจา

ปิดประตูเจรจา

18 กุมภาพันธ์ 2557

เสียงเรียกร้องให้เกิดการเจรจาสันติภาพระหว่าง “รัฐบาล” กับ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เสียงเรียกร้องให้เกิดการเจรจาสันติภาพระหว่าง “รัฐบาล” กับ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) เริ่มดังขึ้นเป็นระยะ

ย้อนกลับไปในช่วงแรกของการชุมนุมเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เคยมีกระบวนการพยายามเจรจาอยู่พักใหญ่เพื่อหวังที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสีย ซึ่งกระบวนการที่ว่านั้นมี “กองทัพ” เป็นตัวกลางและเปิดโต๊ะให้ทั้งสองฝ่ายมาคุยกัน

สุดท้ายทุกอย่างต้องล้มลงกลางคันเมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ประกาศกร้าวว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องลาออกเพื่อสร้างสุญญากาศให้เกิดการตั้งรัฐบาลและสภาประชาชนจากรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 7 เท่านั้น พร้อมกับบอกว่าจะไม่เจรจากันอีกแล้ว

ต่อมาสถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะของการยุบสภาผู้แทนราษฎร ในจุดนี้ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) พยายามแสดงบทบาทในการเป็นคนกลางอย่างไม่เป็นทางการเพื่อให้รัฐบาลและ กปปส.กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

กกต.แสดงท่าทีผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งในทำนองว่าการเลือกตั้งไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างสงบหากบรรยากาศความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่

ทว่า บทสรุปลงเอยเหมือนเดิม คือ ล่มไม่เป็นท่า โดยรัฐบาลยืนยันต้องการให้มีการเลือกตั้งด้วยการอ้างว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องจัดการเลือกตั้งหลังจากการยุบสภาก็ต้องดำเนินการตามนั้น ขณะที่ กปปส.มีท่าทีแข็งกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะเท่ากับเป็นการต่ออายุให้กับระบอบทักษิณ

การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความชุลมุนและแรงต่อต้านที่เกิดขึ้น เป็นผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งในฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุม

ยิ่งไปกว่านั้นการเลือกตั้งที่รัฐบาลคิดว่าจะเป็นหนทางที่นำไปสู่ความสงบกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีปัญหาเทคนิคในทางกฎหมายที่ไม่สามารถทำให้มี สส.ได้ครบ 475 คน เพื่อเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลได้

กลายเป็นว่าประเทศไทยต้องอยู่กับสภาวะของการมีรัฐบาลรักษาการต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนด อันเป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองได้อย่างที่รัฐบาลคิดเอาไว้

ถึงเวลานี้แม้การเมืองจะไม่มีความรุนแรงปรากฏให้เห็นเหมือนกับก่อนหน้านี้ แต่ในสภาพไร้ทางออกเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นประเด็นที่ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเตือนสติสังคม

“ขณะนี้ประเทศเหมือนอยู่บนหัวรถจักรที่ห้อตะบึงไปโดยที่เบรกเสีย ทางที่ดีควรจะพักร้อนประเด็นต่างๆ ที่เป็นเรื่องเถียงกันเพื่อเอาชนะคะคานกันทางการเมืองเสียก่อน คู่ขัดแย้งต้องเจรจากันโดยมีคนกลาง ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงว่าคนเดียว จะเป็นคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ ที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับได้เป็นผู้ประสานให้คุยกันอย่างเงียบๆ ส่วนจะได้คนที่ว่ามาอย่างไรนั้น คนที่เป็นตัวละครทั้งหลายก็น่าจะจับเข่าคุยกัน” ความวิตกและข้อเสนอจากอดีตนายกฯ อานันท์

ภายหลังอดีตนายกฯ อานันท์ แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองตอบรับและเห็นด้วยกับการเจรจาทันที ดังจะเห็นได้จาก บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา

ไม่เว้นแม้แต่ภาควิชาการก็อยากเห็นการเจรจาโดยมีคนกลางเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการซึ่งล่าสุดได้เกิดชื่อของ “วิษณุ เครืองาม” อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นโซ่ข้อกลาง

แต่ยังไม่ทันที่กระบวนการจะเริ่มก็ต้องล่มไม่เป็นท่าอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลและ กปปส.ต่างฝ่ายเตรียมใช้กำลังกันอีก

โดยเริ่มจากการจับกุม “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” แกนนำ กปปส. ตามด้วยการจะขอคืนพื้นที่จากกลุ่ม กปปส.หลายจุดในวันนี้ จากเดิมที่ได้พยายามมาแล้วรอบหนึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แม้ด้านหนึ่งรัฐบาลจะทำตามหน้าที่แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำเช่นนี้ได้ทำลายบรรยากาศทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

ส่วน กปปส.ไม่สนใจมาตรการของรัฐบาล แต่จะยึดพื้นที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลและอีกหลายจุดที่ยึดอยู่แล้วต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะสิ้นสถานะของฝ่ายบริหาร

ความจริงความพยายามในการเจรจาทางลับระหว่างคนรอบข้างของสุเทพ กับแกนนำของพรรคเพื่อไทย ที่ใกล้ชิดกับทักษิณมีมาตลอด ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ต้องปิดดิวเจรจา เมื่อตกลงกันไม่ได้เรื่องที่มาของ “รัฐบาลกลาง” โดยเฉพาะทักษิณเกรงว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจจะมีการบิดพลิ้ว เพราะไม่มีคนกลางที่มีบารมีมาเป็นสักขีพยาน โดยเกรงว่าหากให้ยิ่งลักษณ์ลาออก ก็จะเข้าทางกลุ่ม กปปส. ดังนั้น ทักษิณจึงให้นโยบายผู้ไปเจรจาเฉพาะเงื่อนไขการปฏิรูปการเมืองเท่านั้น แต่จะไม่เจรจาให้ยิ่งลักษณ์ลาออกก่อน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะยุติการเคลื่อนไหว

ดังนั้น การส่งสัญญาณรบกันอีกรอบของรัฐบาลและ กปปส. ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้ของการหาทางออกให้กับประเทศด้วยแนวทางสันติวิธีห่างออกไปทุกขณะ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการปะทะกันให้ถึงขั้นแตกหักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางการเมืองของตัวเอง

รัฐบาลต้องการให้การเมืองไปถึงจุดที่การเลือกตั้งสามารถดำเนินการไปได้จนจบกระบวนการเพื่อตั้งสภาและเลือกนายกรัฐมนตรีพร้อมกับจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลสวนทางกับ กปปส.อย่างสิ้นเชิง เพราะ กปปส.จะไม่มีทางยอมให้รัฐบาลไปถึงเส้นชัยดังกล่าวได้โดยจะทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางรัฐบาล

“ยืนยันเลยว่าไม่ต้องมาเจรจา และไม่ต้องมีใครมาอ้างว่าเป็นตัวแทนมวลมหาประชาชน เพราะกำนันสุเทพก็แค่ร่างทรงมวลมหาประชาชน คนอื่นอย่าแหย็ม อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด สู้คราวนี้ต้องเห็นผล แพ้เป็นแพ้ ชนะเป็นชนะ” สัญญาณแตกหักจากเลขาธิการ กปปส. เมื่อวันที่ 14 ก.พ.

จากท่าทีของทั้งสองฝ่ายได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีทางยอมรับการเจรจาไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นคนกลางก็ตาม

ดังนั้น ตราบใดทั้งสองฝ่ายยังยืนกรานอยู่เช่นนี้ แน่นอนว่าการเมืองจะไม่สามารถมีทางออกได้ และนอกจากไร้ทางออกแล้วไม่ต่างอะไรกับการรอให้เกิดความรุนแรงและการสูญเสีย

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง