posttoday
บริหารแบบเบสิก

บริหารแบบเบสิก

18 กุมภาพันธ์ 2557

คำว่า “เบสิก” เป็นคำในภาษาอังกฤษ ที่คนไทยนำมาใช้ในความหมายถึงความคิดหรือการกระทำการที่ง่ายๆ พื้นๆ ใครก็ทำได้

คำว่า “เบสิก” เป็นคำในภาษาอังกฤษ ที่คนไทยนำมาใช้ในความหมายถึงความคิดหรือการกระทำการที่ง่ายๆ พื้นๆ ใครก็ทำได้

แต่ผมคิดว่า ความหมายของคำว่า เบสิก ที่แท้จริงหมายถึงพื้นฐานความคิดหรือการกระทำ คล้ายคลึงกับคำว่า รากฐาน หรือ Foundation ในการก่อสร้างที่เริ่มจากการสร้างฐานรากให้มั่นคงก่อน แล้วจึงตั้งเสา มุงหลังคา และก่อผนัง ผมยังไม่เคยเห็นใครสร้างบ้านโดยมุงหลังคาก่อน แล้วจึงจะทำฐานราก ซึ่งจริงๆ คงทำไม่ได้ หรือหมายถึงแก่นแท้ของวิชาการ การบริหารจัดการ และแม้แต่การดำเนินชีวิตของคนทั่วไปที่ดำรงชีพอยู่ได้ จะด้วยปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ส่วนใครจะเลือกหูฉลาม คฤหาสน์ กระเป๋าชาแนล หรือถั่งเช่า จะเลือกนั่งเกวียนหรือเฟอร์รารี่ ก็สุดแล้วแต่ฐานะและรสนิยมของแต่ละบุคคล

ความจริงปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังซบเซาอยู่ในขณะนี้ หรือเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วตอนที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากการที่เราพยายามมุงหลังคาก่อนตั้งเสา หรือไม่พยายามสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง ไม่คำนึงถึงแก่นแท้ของการดำเนินธุรกิจและการบริหารประเทศ และมักจะดูถูกดูหมิ่นแนวความคิดหรือการกระทำตามขั้นตอนว่าเป็นเรื่องหมูๆ ง่ายๆ ไม่น่าสนใจ เป็นเรื่องเบสิกๆ ใครๆ ก็รู้ สู้คิดหรือทำหรือแค่พูดโดยไม่ต้องคิดให้ดูดี ดูหรูหรา ยิ่งมีชื่อมีเสียงเป็นภาษาอังกฤษได้ยิ่งดี เช่น จะพัฒนาประเทศให้เป็นฮับร้อยแปดพันเก้าในอาเซียน ทั้งๆ ที่คำว่าศูนย์กลาง หรือศูนย์เฉยๆ ก็มีให้ใช้ในภาษาไทยได้

ในปี 2540 วิกฤตการเงินในประเทศไทยเกิดขึ้นเพราะผู้ประกอบการภาคเอกชน ทั้งผู้ส่งออกและนำเข้า ผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสถาบันการเงินต่างๆ ช่วยกันเก็งกำไรจากค่าของเงิน ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินบาทกับดอกเบี้ยเงินสกุลต่างประเทศ จนทำให้เกิดฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ครั้นเมื่อฟองสบู่แตก เศรษฐกิจก็ล่มสลาย ธุรกิจล้มละลาย ประเทศชาติต้องใช้เงินพันล้านล้านบาทกอบกู้สถาบันการเงิน

ทำไมเศรษฐกิจถึงล่มสลาย ฟองสบู่ถึงแตก คำตอบคือ ตอนนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ให้ความสำคัญต่อหลักพื้นฐานในการบริหารการเงินว่า จงอย่าเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และราคาสินค้าในตลาดโลก ทั้งนี้เพราะตอนนั้นทุกฝ่ายกำลังเห่อนวัตกรรมการเปิดตลาดเสรีด้านการเงินที่เรียกว่า BIBF ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2536 ทำให้สถาบันการเงินและนักธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาลงทุนหรือเก็งกำไรได้อย่างเสรี โดยลืมไปว่าสิ่งใดที่ให้ผลตอบแทนสูง ยิ่งมีความเสี่ยงสูง ทำให้มีการก่อหนี้ต่างประเทศกันขนานใหญ่ และคนที่ก่อหนี้เหล่านี้ไว้ต้องล้มละลายเมื่อมีการลดค่าเงินบาท ส่วนคนที่ได้กำไรจากฟองสบู่ ก็ไม่คำนึงถึงสัจธรรมที่ว่า อะไรขึ้นสูงได้ก็ตกลงมาได้ และยิ่งขึ้นสูงมาก ยิ่งเจ็บหนักมากเมื่อตกลงมาเป็นธรรมดา

นี่คือบทเรียนแรกที่เกิดจากการไม่เห็นความสำคัญของหลักพื้นฐานและสัจธรรมในการประกอบธุรกิจ

หลังวิกฤตเศรษฐกิจคราวนั้น เราก็พูดกันว่า แต่นี้ต่อไปจะถือว่าความเจ็บปวดที่ได้รับเป็นบทเรียน จะไม่เก็งกำไร ไม่แสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้น ไม่สร้างฟองสบู่ ไม่สร้างหนี้โดยไม่จำเป็น จะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารเศรษฐกิจของประเทศ

แต่เอาเข้าจริงๆ เวลาผ่านไปไม่กี่ปี เรากลับมามีความสุขกับเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น ช่วยกันปั่นราคาทรัพย์สิน แทนที่จะถือโอกาสใช้เงินทุนที่ไหลเข้ามาและเวลาหลายปีพัฒนาคนไทยให้เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ ซื่อสัตย์ ไม่เคารพกราบไหว้คนโกง คนขี้ฉ้อ พัฒนาความรู้และทักษะให้สามารถแข่งขันกับคนต่างชาติได้ เร่งใช้โอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรของชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เรากลับส่งเสริมให้คนไทยฟุ้งเฟ้อ ส่งเสริมให้ก่อหนี้ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหาเงินจากตลาดทุนโดยเครื่องมือวิศวกรรมการเงินแทนที่จะลงทุนพัฒนาคน เทคโนโลยี และเครื่องจักรกลในโรงงาน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

หลายปีมานี้ มีการออกนโยบายประชานิยมมากมาย ความจริงน่าคิดนะครับว่า ทำไมรัฐต้องการส่งเสริมให้คนซื้อรถยนต์ผ่อนส่งโดยการคืนภาษีให้ ทั้งๆ ที่กำลังมีปัญหาสาหัสด้วยการจราจรในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ถ้าคิดอย่างเบสิก ก็น่าจะพยายามคุมกำเนิดรถยนต์ส่วนตัวเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรมากกว่าการเพิ่มจำนวนรถยนต์บนท้องถนนใช่ไหมครับ เพราะความพยายามอีกแนวความคิดออกนอกกรอบ ตอนนี้ผู้ประกอบการเองจึงมีปัญหาสต๊อกรถเหลือบานเบอะ ต้องหาเช่าที่จอดรถที่ผลิตออกมาแล้วยังขายไม่ได้กันจ้าละหวั่น ส่วนผู้ซื้อเพราะหวังได้รับภาษีสรรพสามิตคืนก็มีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินผ่อนค่างวดรถ ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น การบริโภคส่วนบุคคลจึงลดลง เศรษฐกิจไม่เจริญเติบโต

เช่นเดียวกันกับการรับจำนำข้าวราคาสูงกว่าราคาตลาด แรกๆ ก็ดูดี ชาวนา ชาวไร่ ได้รับประโยชน์กันทั่วหน้า มีเงินจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต

แต่เวลาผ่านไปไม่ถึง 3 ปี ตอนนี้รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวที่รับจำนำให้ชาวนา ชาวนาไม่ได้รับเงินค่าข้าวจึงไม่มีเงินใช้จ่าย การบริโภคทั้งประเทศจึงลดลงตาม เพราะชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจหดตัว

เช่นเดียวกันครับ ว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ขัดต่อพื้นฐานในการประกอบธุรกิจการค้าของประเทศ ที่อาศัยกลไกตลาดเป็นผู้กำหนดราคา เมื่อรัฐบาลรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด 40% ต้นทุนข้าวของรัฐบาลก็สูงเกินกว่าที่จะขายแข่งกับคู่แข่งในต่างประเทศ เมื่อขายไม่ได้ก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนซื้อข้าวใหม่ จ่ายหนี้ค่าข้าวเดิม ด้วยเก็บข้าวที่ซื้อมาไว้ในโกดัง ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อมสภาพ ยิ่งเสื่อมสภาพยิ่งขายยาก ยิ่งขายยากยิ่งทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น และไม่มีเงินทุนหมุนเวียน เมื่อไม่มีเงินทุนหมุนเวียนก็ไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนา ปัญหาจึงเกิดขึ้นอย่างที่ทราบกันอยู่

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เพราะผู้สร้างนโยบายนี้คิดว่าจะฝืนกลไกตลาดผูกขาดการค้าข้าวของโลกได้ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เพ้อเจ้อ ขัดต่อหลักการพื้นฐานในการประกอบธุรกิจ ทั้งแนวความคิดที่จะผูกขาดการค้าสินค้าเกษตรที่ไม่มีทางทำได้ ทั้งด้านการบริหารจัดการที่จะให้ข้าราชการเข้ามาบริหารจัดการธุรกิจซื้อขาย ส่งออก เจรจาค้าข้าวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชนที่รู้จักธุรกิจนี้ดีทุกซอกทุกมุม มีความรู้และประสบการณ์ในการค้าที่สร้างกันมานับสิบๆ ปี เปรียบเทียบกับข้าราชการที่มีประสบการณ์อย่างผิวเผินในฐานะผู้กำกับดูแลแล้วเทียบกันไม่ได้ จึงทำให้ไทยเสียตลาดการค้าให้คู่แข่ง เพราะข้าราชการมีความรู้ในด้านธุรกิจไม่ลึกซึ้งเท่าผู้ประกอบการภาคเอกชนส่วนใหญ่ที่ถูกตัดสิทธิในการค้าไปเพราะถูกรัฐบาลผูกขาด

ทั้งหมดนี้ไม่นับการทุจริตทุกขั้นตอนอย่างที่กล่าวหากัน เพราะทราบๆ กันดีว่าในทัศนะของคนไทยอะไรที่เป็นของหลวง คือ “สิ่งที่ไม่มีเจ้าของ” เมื่อไม่มีเจ้าของคอยควบคุม การทุจริตจึงเกิดขึ้นง่าย

เรื่องนี้ ถ้าทำอะไรตามหลักพื้นฐานก็ได้ โดยต้องตั้งโจทย์ให้ชัดเจนก่อนว่า วัตถุประสงค์ในการทำโครงการนี้ขึ้นมาคืออะไร

ถ้าคำตอบ คือ การช่วยพยุงสินค้าเกษตรให้ชาวนามีรายได้พออยู่ได้ จะเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดบ้างย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องเข้าไปแทรกแซงเท่านั้น ไม่ใช่ทำลายกลไกตลาด เช่น การเข้าไปรับจำนำข้าวจำนวนจำกัด ในราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด เพื่อดึงซัพพลายส่วนหนึ่งออกจากตลาด ทำให้ราคาดีขึ้น ชาวนาจะได้มาไถ่ถอนข้าวออกไปจำหน่าย รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมาก ไม่จำเป็นต้องส่งมาบริหารจัดการการค้าข้าวด้วยข้าราชการ

ส่วนถ้าแทรกแซงแล้ว ชาวนายังมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพ จะให้เงินช่วยเหลือด้วยวิธีอื่นก็ทำไป อย่าไปทำลายกลไกตลาดอย่างที่ทำกันอยู่

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามา เกิดจากการไม่ทำอะไรง่ายๆ ตรงไปตรงมาแบบเบสิกนี่แหละ ไม่อยากมีปัญหาก็หันมาทำอะไรง่ายๆ ตรงไปตรงมาเสียทีดีไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท