
หลักคิด
ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน 62nd National Prayer Breakfast ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่มีการจัดขึ้นทุกปีโดยสภาคองเกรสสหรัฐ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 โดยมีแขกรับเชิญกว่า 3,000 คน จาก 140 ประเทศ จากทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา มาร่วมกันสวดมนต์ โดยละทิ้งความคิดเห็นที่แตกต่างและมาเสริมสร้างจริยธรรมและคุณค่าของชีวิต โดยมุ่งเน้นการมารวมกลุ่มกันเพื่อระลึกถึงสิ่งที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันมากกว่าสิ่งที่เราแตกต่างกัน ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างมาก และอยากนำมาเผยแพร่เพื่อให้เป็นหลักคิดของคนไทยในช่วงนี้ที่มีความคิดแตกแยกมากกว่าความคิดในเรื่องดีๆ ที่คนไทยเราได้ประโยชน์จากความรักใคร่สามัคคีกัน
ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน 62nd National Prayer Breakfast ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่มีการจัดขึ้นทุกปีโดยสภาคองเกรสสหรัฐ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 โดยมีแขกรับเชิญกว่า 3,000 คน จาก 140 ประเทศ จากทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา มาร่วมกันสวดมนต์ โดยละทิ้งความคิดเห็นที่แตกต่างและมาเสริมสร้างจริยธรรมและคุณค่าของชีวิต โดยมุ่งเน้นการมารวมกลุ่มกันเพื่อระลึกถึงสิ่งที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันมากกว่าสิ่งที่เราแตกต่างกัน ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างมาก และอยากนำมาเผยแพร่เพื่อให้เป็นหลักคิดของคนไทยในช่วงนี้ที่มีความคิดแตกแยกมากกว่าความคิดในเรื่องดีๆ ที่คนไทยเราได้ประโยชน์จากความรักใคร่สามัคคีกัน
เป็นประจำทุกปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐทุกสมัยจะมาร่วมด้วย และหากจำกันได้ เมื่อปี ค.ศ. 1981 ที่ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน โดนลอบยิงบาดเจ็บ ก็หลังจากที่ออกมาจากงานนี้ และในปีนี้ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา พร้อมทั้งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย พร้อมทั้งรองประธานาธิบดี Joe Biden และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ John Kerry และสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐเกือบทั้งหมด ผู้เขียนโชคดีได้รับเกียรติให้นั่งในส่วนหน้าใกล้เวทีตรงข้ามกับโพเดียม และได้นั่งติดกับวุฒิสมาชิกจากมลรัฐจอร์เจีย Johnny Isakson โดยประธานร่วมจัดงานในวันนั้นคือนาย Louie Gohmert สมาชิกสภาคองเกรสจากมลรัฐเทกซัส พรรครีพับลิกัน และนาง Janice Hahn สมาชิกสภาคองเกรสจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย พรรคเดโมแครต ซึ่งโดยปกติทั้งสองคนอยู่ต่างพรรคเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างมากในการโต้เถียงในสภาคองเกรส แต่ก็มาร่วมมือกันจัดงานนี้ได้เป็นอย่างดี และมีการแซวกันในเรื่องการขัดแย้งกันในสภาคองเกรสตลอด
งานเริ่มโดยประธานร่วมในพิธีเป็นผู้กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และกล่าวแนะนำประธานาธิบดีโอบามา และภรรยา พร้อมทั้งท่านรองประธานาธิบดี เสร็จแล้วก็แนะนำแขกรับเชิญสิบท่านบนเวทีที่จะเป็นผู้พูดและนำการสวดมนต์ในวันนั้น โดยเป็นสมาชิกสภาคองเกรสจากรัฐนิวยอร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย รัฐมิสซิสซิปปี นายพลทหารเรือ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐ เป็นต้น โดยที่เนื้อความส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การ Count your blessing ซึ่งหมายถึง ระลึกถึงความโชคดีของตัวเองที่ได้รับพรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเป็นสุขได้จนถึงทุกวันนี้ ในขณะที่คนจำนวนมากในโลกยังลำบาก และอีกเรื่องหนึ่งคือ Help the poor or the less fortunate ซึ่งหมายถึง การช่วยเหลือคนจนหรือคนที่ลำบาก โดยในวันนั้นมีบุคคลสองคนที่ผู้เขียนเห็นว่าโดดเด่นที่น่าจะนำมากล่าวถึงคือ นางสาว Bethany Hamilton ที่เป็นสาวสวยผมทองหน้าตาดีแต่มีแขนข้างเดียว โดยเธอเล่าว่า เธออาศัยในมลรัฐฮาวาย และสมัยเด็กจนถึงวัยรุ่นใฝ่ฝันจะเป็นนักกีฬาโต้คลื่นและฝึกฝนมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งถูกฉลามกัดแขนขาด ซึ่งเหมือนกับความฝันของเธอต้องพังทลาย แต่แทนที่เธอจะท้อแท้ เธอกลับนำเรื่องโชคร้ายที่เธอเผชิญนี้มาเป็นแรงผลักดัน และเป็นบทเรียนสอนให้วัยรุ่นคนอื่นๆ ในสหรัฐได้ต่อสู้ในชีวิตเหมือนที่เธอได้ต่อสู้กับฝันร้ายจนเธอกลายเป็นตัวอย่างของการมีจิตใจที่ต่อสู้กับอุปสรรคของกลุ่มวัยรุ่นในสหรัฐ
อีกท่านหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจอย่างมากคือ นาย Rajiv Shah ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายอินเดีย โดยเขาเล่าว่าปู่ของเขาที่เป็นคนอินเดียยอมเอาทรัพย์สมบัติที่มีทั้งหมดขายเพื่อให้พ่อเขาได้มาอยู่สหรัฐ และเขาก็เกิดในสหรัฐ เรียนจบแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และจบปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขจากวอร์ตัน นอกจากนี้ยังจบมหาวิทยาลัยมิชิแกนและลอนดอนสกูลออฟอิโคโนมิกส์ด้วย นาย Rajiv Shah เคยทำงานให้กับมูลนิธิการกุศล บิลและเมลินดา เกตส์ และเป็นผู้ดูแลหลายด้าน โดยเฉพาะกองทุนวัคซีนมูลค่ากว่า 1,500 ล้านเหรียญ ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ด้านการค้นคว้า การศึกษา และเศรษฐกิจ ก่อนที่เขาจะอายุ 40 ปี และตำแหน่งล่าสุดคือเป็น Administrator of United States Agency of International Development หรือ USAID บริหารกองทุนปีละกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อจุดประสงค์ในการหยุดยั้งความยากจนอย่างรุนแรงในทั่วโลก ซึ่งเขาได้รับแต่งตั้งจากวุฒิสภาสหรัฐในปี ค.ศ. 2009
นาย Rajiv Shah ที่ปัจจุบันยังเป็นคนหนุ่มแต่ได้ผ่านงานมาอย่างมาก ได้พูดถึงประวัติชีวิตของเขาตลอดจนประสบการณ์ในหลายประเทศที่ยังยากจนมาก โดยพยายามที่จะช่วยเหลือประชากรโลกอีกเป็นพันล้านคนที่ยังขาดแคลน โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กปีละหลายล้านคนที่ยังต้องเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปี และพูดถึงสิ่งที่เขาเสียใจที่สุดที่ต้องไปรับศพเพื่อนร่วมงานของเขาที่ต้องเสียชีวิตในการไปช่วยเหลือผู้ยากไร้เหล่านี้ในประเทศแถบแอฟริกา
และผู้ที่กล่าวท้ายสุดคือท่านประธานาธิบดีโอบามา ที่ได้พูดถึงการมาเยือนวัดในประเทศไทยด้วย โดยมุ่งเน้นไปที่เสรีภาพในการนับถือศาสนาของคนทั่วโลกต้องได้รับการเคารพ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่ออยากให้เห็นบรรยากาศการปรองดองกันของพรรคการเมืองที่แม้จะคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็น่าจะมีจุดมุ่งหมายตรงกันได้ที่อยากให้ประชาชนทั้งหมดของประเทศมีความสุข







