
ศรส.กระชับอำนาจรอจังหวะลุยเจรจา
ปฏิบัติการกระชับพื้นที่ซึ่งศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) นัดหมายเอาวันที่ 14 ก.พ. วาเลนไทน์ พ่วงมาฆบูชา ขอคืนพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ปฏิบัติการกระชับพื้นที่ซึ่งศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) นัดหมายเอาวันที่ 14 ก.พ. วาเลนไทน์ พ่วงมาฆบูชา ขอคืนพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นการกระชับอำนาจในมือของ ศรส.ครั้งสำคัญหลังจากปล่อยให้กลุ่ม กปปส.เคลื่อนไหวท้าทาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่หลายรอบ
การจบลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ไม่มีการปะทะกันรุนแรง แถมยังง่ายดายเสียจนชั่วอึดใจไม่กี่ชั่วโมง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการ ศรส. สามารถเข้าไปแถลงข่าวภายในทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ นั่นทำให้ถูกมองว่าเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่ได้พูดจาหารือกันไว้เสร็จสรรพ เพราะหลังจากนั้นไม่นานกลุ่มผู้ชุมนุมก็กลับเข้าไปควบคุมพื้นที่อีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หมากตานี้เป็นเพียงแค่การยืมมือ ศรส.เข้ามาปราบกลุ่มเคลื่อนไหวฮาร์ดคอร์ที่แกนนำเริ่มจะแตกแถวคุมไม่อยู่ บ้างก็ว่าสอดรับกับการเปิดทางเตรียมจัดงานกาชาดที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนหน้า
แต่แน่นอนการขยับของ ศรส.เที่ยวนี้ เป็นเพียงแค่การกระชับอำนาจในมือ ไม่อาจเปิดเกมรุกหนักไปจนถึงขั้น “แตกหัก” เพราะนอกจากจะเข้าทางให้มือที่มองไม่เห็นเข้ามาล้มกระดานแล้ว ยังจะทำให้การเจรจาหาทางออกทั้งเปิดเผยและทางลับต้องสะดุด
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ ศรส.ไม่อาจปล่อยให้ กปปส.เคลื่อนไหวท้าทายอำนาจเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังงัดไม้ตายประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขึ้นมาใช้ หากไม่เอาจริงเอาจังย่อมต้องบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตัวเองลงไปทุกวันๆ
ที่ผ่านมา จึงเห็นการรุกไล่ กปปส.หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายจับแกนนำฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้จะไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าข้อหากบฏที่แกนนำหลายคนเคยได้รับ แต่การออกหมายจับรอบนี้ย่อมทำให้แกนนำต้องพะวักพะวนมากขึ้น
ยิ่งมีเหตุการณ์การจับกุมตัว สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำ กปปส. กลางห้างสรรพสินค้า ยิ่งต้องทำให้แกนนำที่เหลือระมัดระวังตัวมากขึ้น
ถัดมาที่การบีบ “ท่อน้ำเลี้ยง” พุ่งเป้าเล่นงานกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุน กปปส. หวังตัดกำลังให้กลุ่มผู้ชุมนุมอ่อนแรงลงไปเอง โดยเฉพาะหากต้องเปิดเกมยื้อลากยาวชุมนุมต่อเนื่อง
แต่สุดท้ายกลับมีกระแสข่าวว่าก๊กเพื่อไทยดูจะไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ พร้อมสั่งเบรกการเปิดเผยรายชื่อท่อน้ำเลี้ยง เนื่องจากเห็นว่าไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล สอดรับกับการที่ ศรส.เลื่อนการแถลงเปิดรายชื่อกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุน กปปส.ออกไปหลายรอบ มีเพียงแค่ข้อมูลบางส่วนบางเสี้ยวที่หลุดรอดออกมา
คล้ายกับการเนรเทศ สาธิต เซกัล แนวร่วม กปปส. กลับประเทศอินเดีย แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเดินหน้าหาพยานหลักฐานสนับสนุนข้อหาจนถึงขั้นต้องเนรเทศตัวออกนอกประเทศ
มาตรการกดดันที่ ศรส.งัดขึ้นมาหวังว่าจะสามารถสกัดความเคลื่อนไหวของ กปปส. จึงกลายเป็นหมัน แถมยิ่งจะทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลดลงไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังไม่สามารถเข้าควบคุมหรือขอคืนพื้นที่สถานที่ราชการคืนจากกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างที่เคยประกาศเอาจริง
หนำซ้ำที่ทุกอย่างต้องมารีบเร่งเกมขอคืนพื้นที่ในช่วงนี้ เป็นเพราะอย่าลืมว่ามีเส้นตาย 19 ก.พ. ที่ศาลแพ่งฟังคำวินิจฉัยว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ยังมีอำนาจเต็มมือ หากศาลวินิจฉัยไม่ให้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ต่อไปย่อมทำให้การดำเนินการของ ศรส.หลังจากนี้มีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะหากจับสัญญาณช่วงหลังๆ จะพบว่าทั้งศาลแพ่งที่มีคำสั่งถอนอายัด 7 บัญชี ของ เสรี วงษ์มณฑา แนวร่วม กปปส. ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สั่งอายัดจากการเคลื่อนไหวร่วมกับ กปปส. ไปจนถึงศาลอาญายกคำร้องขอฝากขัง สนธิญาณ ต่อไปอีก 7 วัน หลายฝ่ายจึงประเมินว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ ศรส.ต้องรีบดำเนินการกระชับพื้นที่ ซึ่งนอกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วยังรวมไปถึงศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน ที่จะต้องทำทุกวิถีทางให้สามารถเปิดทำงานได้ตามปกติ
แต่แน่นอนว่าการดำเนินการใดๆ ย่อมไม่อาจปล่อยให้เกิดการกระทบกระทั่งและบานปลายไปสู่ความรุนแรง ที่จะทำให้ประตูเจรจาหาทางออกปิดตายลงไป หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการโยนหินถามทางเตรียมเดินเกมหาคนกลางมาประสานทั้งสองฝ่ายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ
เมื่อชัดเจนว่าการเผชิญหน้าที่ทำท่าจะยืดเยื้อบานปลายจนไม่มีทางออกนั้น หากไม่มีคนกลางมาประสานหาจุดลงตัวร่วมกันนั้น คงยากจะทำให้ประเทศหลุดพ้นสถานการณ์ขณะนี้ไปได้ ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีการเปิดตัวคนกลางขึ้นมาทำหน้าที่ ทั้งกองทัพ คณะกรรมการการเลือกตั้ง กลุ่มปฏิรูปประเทศ กลุ่มรีสตาร์ทไทยแลนด์ ฯลฯ มาจนถึง ชื่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ หรือ วิษณุ เครืองาม ที่ออกมาวัดกระแสตอบรับจากทั้งสองฝ่าย ยังไม่รวมกับกระแสข่าวการเจรจาลับ
ที่สำคัญการเจรจาหาทางออกนี้น่าจะเป็นทางเดินที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย มากกว่าการมา “งัดข้อ” ประชันกำลังว่าใครอึดกว่าใคร แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะประกาศไม่เจรจาต่อรองใดๆ แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับการชุมนุมเดินหน้าสู่เป้าหมาย หรือจะหวังยืมดาบองค์กรอิสระมาจัดการปิดเกมก็คงยาก และใช้เวลานานกว่าที่คิด แถมยังอาจจะเกิดกระแสโต้กลับจากฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้น การดำเนินการในเวลานี้แม้ ศรส.จะส่งสัญญาณลุย แต่สุดท้ายคงทำได้แต่เพียงในกรอบที่ไม่นำไปสู่การแตกหักที่จะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่







