
“อาเบะโนมิกส์” ไม่ตอบโจทย์เอื้อคนรวย ไม่ช่วยคนจน
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฮือฮากันมากในช่วงปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นนโยบายการอัดฉีดทางนโยบายการเงินการคลังและการปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ หรือรู้จักกันในนามว่า นโยบาย “อาเบะโนมิกส์”
เพราะเพียงแค่เริ่มต้นใช้ได้มาสักระยะ ดอกผลแห่งความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากปากเหวของปัญหาเงินฝืดที่เกาะกินประเทศมายาวนานหลายสิบปี ก็เริ่มที่จะออกฤทธิ์มาให้เห็นบ้างแล้ว โดยเห็นได้จากดัชนีเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1.6% สูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ยอดขายรถในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นถึง 19.3% หรือที่ 1.3 ล้านคัน เช่นเดียวกับคำสั่งซื้อเครื่องจักรของเอกชนในเดือน พ.ย.ปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นถึง 16.6%
ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ในแดนปลาดิบไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน ไปจนถึง ฮิตาชิ ต่างก็ดาหน้าสร้างผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ได้รับอานิสงส์โดยตรงมาจากการดัมพ์ค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลงอย่างหนักของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและส่งออกสินค้าให้กับบริษัทในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านโยบาย “อาเบะโนมิกส์” จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจแดนซามูไรได้อย่างทันตาเห็น ทว่าดอกผลแห่งการพัฒนาเหล่านั้นกลับไม่ตกลงไปถึงมือของประชาชนชาวญี่ปุ่นมากเท่าไรนัก
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องค่าตอบแทนของคนงานภายในประเทศ ซึ่งแทบจะไม่กระดิกขึ้นเลยในปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 0.2% ซ้ำกลับลดลงอีกด้วยในช่วง 10 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยลดลง 15% ทั้งๆ ที่เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบสามารถทำกำไรจนรวยขึ้นอย่างมโหฬารในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา
ต้นเหตุเป็นเพราะว่าดอกผลกำไรที่เบ่งบานออกมาของบริษัทต่างๆ ไม่ได้นำไปสู่การปรับเพิ่มค่าแรงขึ้นเหมือนที่รัฐบาลญี่ปุ่นคาดหวังเอาไว้ตั้งแต่แรก เพราะเดิมทีรัฐบาลต้องการให้บริษัทที่มีกำไรสูงขึ้นเพิ่มค่าแรงของคนงาน เพื่อที่จะทำให้ภาคครัวเรือนมีรายได้สูงขึ้น และนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับเงินเฟ้อในประเทศตามไปด้วย
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลายเป็นว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” กลายเป็นตัวซ้ำเติมให้ช่องว่างทางรายได้ในสังคมแดนปลาดิบสูงขึ้น เพราะดันไปทำให้คนรวยและบริษัทยักษ์ใหญ่รวยขึ้น แต่กลับไม่ช่วยทำให้คนทั่วไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สะท้อนได้จากดัชนีตลาดหุ้นโทปิกซ์ของญี่ปุ่นในปีที่แล้ว ที่พุ่งขึ้นจนทุบสถิติเป็นว่าเล่นถึง 51% โดยมีแรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่สร้างผลกำไรจนทุบสถิติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่ในทางกลับกัน รายได้เฉลี่ยของคนงานในประเทศในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.2% เท่านั้น ขณะที่รายได้ครัวเรือนที่แท้จริงในเดือน ธ.ค. 2013 ปรับตัวลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
ขณะที่ตัวของรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกระตุ้นให้เกิดการกระจายดอกผลไปสู่มือของประชาชนมากเท่าไรนัก นอกไปจากเอาแต่พูดเชียร์อยู่เพียงแค่อยากให้บริษัทต่างๆ ต้องเร่งเพิ่มค่าแรงให้กับคนงานในประเทศเท่านั้น
ตรงกันข้ามกับท่าทีในการช่วยเหลือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รัฐบาลดูจะกระตือรือร้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยล่าสุด โยชิฮิเดะซูกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ออกมาประกาศแล้วว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับลดภาษีนิติบุคคลจากปัจจุบันที่ 35% ให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อหวังเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจแดนปลาดิบและเพิ่มแรงดึงดูดให้กับนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ดี ไม่ว่ารัฐบาลจะจริงใจต่อการแก้ปัญหาปากท้องของชาวญี่ปุ่นมากเพียงไร แต่ผลจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มดำเนินแผนการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ครั้งใหญ่ ไปอยู่ที่ 8% จากปัจจุบันแค่ 5% ภายในเดือน เม.ย.นี้ ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้ประชาชนตาดำๆ ในแดนซามูไรยิ่งต้องพบกับความลำบากยากแค้นมากขึ้น
เนื่องจากจะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ที่เข้ามานั้นกลับเพิ่มไม่ทันกับรายจ่าย ซึ่งผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า ในปีนี้อัตราเฉลี่ยค่าแรงของคนงานในประเทศจะเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.6% ตรงข้ามกับดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคที่จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าถึง 5 เท่าตัว
ทั้งนี้ บทเรียนจากการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งล่าสุดในปี 1997 ที่นำไปสู่การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าทั่วไปตามท้องตลาด ได้ทำให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบถึงกับจมอยู่ในภาวะถดถอยมาแล้ว ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ริวทาโร ฮาชิโมโตะ ก็ต้องพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งอย่างยับเยินในกลางปี 1998
ผลพวงจากแผนการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ ที่ตกอยู่ในมือของคนรวยและบริษัทเพียงอย่างเดียว ทำให้ล่าสุดเหล่าคนงานในบริษัทยักษ์ใหญ่บนแผ่นดินซามูไรลุกขึ้นมาเรียกร้องขอเพิ่มค่าแรงมากขึ้น เพื่อขอเข้ามามีส่วนร่วมในดอกผลกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบริษัท จากการใช้นโยบายอัดฉีดทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
โดยเฉพาะในรายของกลุ่มสหภาพแรงงานภาคยานยนต์ของญี่ปุ่น ที่ยื่นข้อเรียกร้องให้นายจ้างเพิ่มฐานเงินเดือนและจ่ายเงินโบนัสของปีนี้ให้มากกว่า 5 เดือนขึ้นไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี
ในรายของคนงานโตโยต้า ปัจจุบันยื่นข้อเรียกร้องค่าตอบแทนที่ 4,000 เยนต่อเดือน ส่วนเงินโบนัสต่อปีอยู่ที่ 6.8 เดือน ขณะที่คนงานฮอนด้าเรียกร้องเงินเดือนขึ้นมาอยู่ที่ 3,500 เยนต่อเดือน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่คนงานยื่นข้อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงในรอบ 3 ปี
นอกจากประเด็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ อาเบะโนมิกส์ จะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของผลประโยชน์ที่กระจุกตัวอยู่แต่ในบริษัทยักษ์ใหญ่แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่กำลังเป็นที่พูดถึงไม่น้อยก็คือ “ความล้มเหลวต่อการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของประเทศ” ซึ่งปัจจุบันแดนปลาดิบต้องขาดดุลการค้ามาเป็นระยะเวลา 17 เดือนติดต่อกันแล้ว
และรอยเตอร์สคาดว่าตัวเลขดุลการค้าญี่ปุ่นในเดือน ม.ค.นี้ ก็จะขาดดุลต่อเนื่องอีกเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน โดยยอดขาดดุลน่าจะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านเยน (ราว 8 แสนล้านบาท)
เนื่องจากแม้ว่าการกดค่าเงินเยนของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตามแนวทางนโยบายของฝ่ายการเมืองแดนปลาดิบลงกว่า 18% เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ จะช่วยฟื้นภาคการส่งออกของประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวาและสร้างผลกำไรให้กับบริษัทต่างๆ อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยการส่งออกในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว โตขึ้นถึง 15.3% เลยทีเดียว
แต่ในทางกลับกัน นโยบายการดัมพ์ค่าเงินกลับกำลังทำร้ายประเทศทางอ้อม โดยเฉพาะการทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานสูงขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากญี่ปุ่นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอก หลังจากที่ต้องเกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อต้นปี 2010 ทำให้ต้องปิดโรงไฟฟ้าเกือบทั้งประเทศ
ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการลดค่าเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
และยิ่งเมื่อปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งได้ย้ายฐานการผลิตและการลงทุนออกไปอยู่ในต่างแดนเพื่อหนีต้นทุนค่าแรงในประเทศเป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยิ่งทำให้การลดค่าเงินของญี่ปุ่นไม่ได้ส่งผลดีต่อบริษัทแดนปลาดิบเหล่านี้เลย
โดยดูได้จากบริษัท โตชิบา ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน พึ่งพาการผลิตโทรทัศน์นอกญี่ปุ่นมากถึง 96% ขณะที่ บริดจสโตนผู้ผลิตยางรถชื่อดัง พึ่งพาการผลิตในต่างแดนมากถึง70%
ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ การกดค่าเงินเยนกำลังทำให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากการลดค่าเงินทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบสูงขึ้น และยิ่งเมื่อกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีไม่ได้มีฐานการผลิตในต่างแดนเหมือนกับบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วด้วย ก็ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้เจ็บตัวหนักกว่าใครเพื่อน และไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการลดค่าเงินเลย
ทั้งนี้ จากผลสำรวจล่าสุดเผยว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีของญี่ปุ่นที่อยู่ในเมืองเดียวกับโรงงานโตโยต้า เผยว่า 54% บอกว่ามีผลกำไรที่ลดลง มีเพียงแค่ 12% เท่านั้นที่บอกว่ามีผลกำไรสูงขึ้น
จึงเป็นบทสรุปที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” ที่อาศัยการบิดเบือนกลไกต่างๆ เพื่อเร่งให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้วางแผนการจัดการอย่างครอบคลุม สุดท้ายก็ไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาฟื้นตัวทั้งองคาพยพได้จริง







