
ตกขบวน
เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ประกาศนโยบายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ออกมาลงทุนค้าขายกันในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่จะเป็นเป้าหมายหลักเนื่องจากอัตราการเติบโตของภูมิภาคนี้ดีต่อเนื่องมานาน อีกทั้งในหลายประเทศอาเซียนที่มีปริมาณการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางอย่างต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้นครับ
เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ประกาศนโยบายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ออกมาลงทุนค้าขายกันในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่จะเป็นเป้าหมายหลักเนื่องจากอัตราการเติบโตของภูมิภาคนี้ดีต่อเนื่องมานาน อีกทั้งในหลายประเทศอาเซียนที่มีปริมาณการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางอย่างต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้นครับ
จุดหมายปลายทางของผู้ประกอบการแดนปลาดิบเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นชาติกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งก็คือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม รวมไปถึงประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นฐานสำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นมานาน นอกจากนั้นก็ยังมีพม่า ที่ยังจะเป็นเป้าหมายใหม่ของนักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัย
ที่ผ่านมานั้น ผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นที่ออกมาลงทุนในอาเซียนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ หรือผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่บุกมายึดอาเซียนเป็นฐานการผลิตมานานนมอยู่แล้ว
เช่น ประเทศไทย ก็ถือว่าเป็นฐานผลิตรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ รวมไปถึงรถปิกอัพของบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง ขณะที่อินโดนีเซียก็กำลังกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กของญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนเวียดนามก็กลายเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
แต่ดูเหมือนว่า ศักยภาพการแข่งขันของไทยในฐานะที่เป็นแหล่งลงทุนของญี่ปุ่นนั้นกำลังจะสะดุดลงหรือไม่ เห็นได้จากการส่งสัญญาณของบรรดาบริษัทผู้ผลิตยานยนต์หลายรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ ที่กำลังส่งผลต่อการผลิตของบริษัท จนบางบริษัทถึงกับออกมาบอกว่าอาจจะต้องทบทวนถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยทีเดียว
ที่ผ่านมา บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยต่างได้รับผลกระทบจากการลงทุนในไทยมาต่อเนื่องหลายครั้งจากหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อมานานเกือบจะ 7 ปีแล้ว รวมไปถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมือปี 2554 ที่ทำให้หลายบริษัทต้องเสียหายไปตามๆ กัน เหตุการณ์น้ำท่วมไทยในครั้งนั้นถึงกับฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นลงไปทีเดียว
ที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ก็เพียงต้องการสื่อให้เห็นว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นพยายามส่งเสริมให้เอกชนออกมาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนนี้เพิ่มมากขึ้นไม่จำกัดอยู่แต่กับผู้ประกอบการรายใหญ่นั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าไทยแลนด์จะมีแต่ปัญหาที่กำลังทำให้นักลงทุนเริ่มส่ายหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวภัยธรรมชาติ เดี๋ยวภัยการเมืองที่ส่อยืดเยื้อไม่รู้จบ
พูดง่ายๆ ก็คือ ไทยแลนด์เสี่ยงจะตกขบวนเอาง่ายๆ ครับ







