posttoday
บีบแบงก์รัฐให้กู้จำนำข้าวสะเทือนการเงินทั้งระบบ

บีบแบงก์รัฐให้กู้จำนำข้าวสะเทือนการเงินทั้งระบบ

17 กุมภาพันธ์ 2557

ในที่สุดรัฐบาลก็ผ่าทางตัน หาเงินมาจ่ายค่าข้าวที่ค้างจ่ายให้เกษตรกร 1.4 ล้านคน เป็นเงิน 1.3 แสนล้านบาท

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ในที่สุดรัฐบาลก็ผ่าทางตัน หาเงินมาจ่ายค่าข้าวที่ค้างจ่ายให้เกษตรกร 1.4 ล้านคน เป็นเงิน 1.3 แสนล้านบาท ได้อย่างเฉียดฉิวก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปกว่านี้ ซึ่งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สัญญากับชาวนาว่าในวันที่ 17 ก.พ.นี้ จะเริ่มจ่ายเงินรอบแรกได้

ธนาคารออมสินได้ตัดสินใจปล่อยเงินกู้ระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) อายุสัญญา 30 วัน ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท แต่ได้เบิกจ่ายไปเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา จำนวนเงิน 5,000 ล้านบาท

ตามมาด้วย ธนาคารกรุงไทย ได้ให้สินเชื่อในโครงการดังกล่าวเป็นการปล่อยกู้ให้ลูกค้าโรงสีและผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าประมูลข้าวจากภาครัฐหรือตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) โดยระบุว่าวงเงินให้กู้ทั้งหมดมีแค่เพียง5,000 ล้านบาท

สำหรับรายละเอียดการปล่อยกู้ในโครงการนี้ ธนาคารได้กำหนดวงเงินปล่อยกู้สูงสุดเอาไว้ที่ 200 ล้านบาทต่อราย หรือไม่เกิน 70% ของมูลค่าสินค้าจำนำเช่น เข้าประมูล 100 ล้านบาท ก็จะให้สินเชื่อเพียง 70 ล้านบาท เป็นต้น โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนเอาไว้สูงสุดที่ 9 เดือน และในกรณีที่ลูกค้ายังมีวงเงินสินเชื่อเดิมเหลืออยู่ ธนาคารจะให้ใช้ของเดิมไปก่อน ไม่ได้ปล่อยกู้เพิ่ม

การให้เงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ไม่ได้ส่งผลทันทีให้ ธ.ก.ส.มีเงินมาจ่ายค่าข้าวให้เกษตรกร เพราะจะต้องไปรอให้ลูกค้าประมูลข้าวก่อนจึงจะใช้วงเงิน แต่การให้กู้อินเตอร์แบงก์ของธนาคารออมสิน ทำให้ ธ.ก.ส.สามารถจ่ายเงินค่าข้าวได้ในสัปดาห์นี้ทันตามที่ยิ่งลักษณ์สัญญากับชาวนาไว้

แต่วงเงินกู้และเงินระบายข้าวที่ได้มานั้น บวกลบคูณหารแล้วจะจ่ายคืนชาวนาได้ไม่เกิน 3 หมื่นราย จากจำนวนล้านกว่าราย และดูท่าจะไม่สามารถระงับความเสียใจที่เหมือนถูกหักหลังของชาวนาได้

ฉะนั้นแผนการบีบแบงก์รัฐให้ปล่อยเงินกู้เพื่อสกัดไม่ให้ชาวนาเข้ามาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลกับ กปปส. จึงดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จ

นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว การดำเนินการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นจนอาจจะกลายเป็นปฏิกิริยาเร่งให้รัฐบาลปวดหัวหนักเข้าไปอีก

ปัญหาใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นภายหลังการแก้ไขปัญหาการหาเงินมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา คือ การต่อต้านรัฐบาลผ่านการทยอยถอนเงินจากธนาคารรัฐทั้งสองแห่ง

การถอนเงินของประชาชน ไม่ได้เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินว่าธนาคารมีปัญหาเรื่องฐานะทางการเงินมีหนี้เสียเยอะหรือมีเงินกองทุนต่ำ

แต่เป็นการตัดสินใจด้วยระบบธรรมาภิบาลล้วนๆ และเป็นครั้งแรกที่เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นในระบบเศรษฐกิจการเงินของไทย

ประชาชนเห็นว่าสิ่งที่ผู้บริหารธนาคารทั้งสองแห่งทำไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดหลักการประกอบธุรกิจที่ดี สนับสนุนโครงการรัฐบาล ที่มีการชี้ปมจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งชี้มูลมาแล้วว่ามีการทุจริตในโครงการนี้

ทั้งนี้ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันทุจริต ได้แก่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ มนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ทิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว อัครพงศ์ ทีปวัชระ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บริษัท จีเอสเอสจี บริษัท ไห่หนาน ซึ่งเป็นสองบริษัทจากประเทศจีน และตัวแทนของบริษัททั้งสอง คือ รัฐนิธ โสจิระกุลสมคิด เอื้อนสุภา ลิตร พอใจ (รายชื่อเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ ป.ป.ช.เปิดเผยชื่อจากทั้งหมดที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 15 ราย) เนื่องจาก ป.ป.ช.เห็นว่าสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลจีนไม่มีอยู่จริง และไม่มีการส่งออกข้าวออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 เนื่องจากได้ทราบถึงการท้วงติงและความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวแล้ว แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการระงับหรือยับยั้ง

ข้อมูลการจำนำข้าวและระบายข้าวที่รัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยเพราะเกรงว่าจะสามารถตรวจสอบการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวได้ ทำให้ประชาชนกังขาว่าเกิดอะไรขึ้นกับโครงการนี้

มหกรรมการถอนเงินของประชาชนในแบงก์รัฐ จึงนับว่าเป็นการ “สั่งสอน”ของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และเป็นการส่งสัญญาณว่า ไม่เอาการคอร์รัปชั่นอีกแล้ว

การถอนเงินออกจากแบงก์รัฐเพื่อสั่งสอนรัฐบาลนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กที่รัฐบาลจะมองข้าม เพราะหากเงินไหลออกมากจนถึงจุดหนึ่งที่ขาดสภาพคล่องก็จะทำให้ระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจป่วนไปหมด

ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สหภาพแรงงานของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จะประกาศแต่งชุดดำประท้วงอีกครั้ง และจะยกระดับการชุมนุมหากผู้บริหารไม่สนใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะสร้างปัญหาอย่างใหม่ให้เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ และกิตติรัตน์ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลังไม่สามารถสยบปัญหาได้ เพราะหลายครั้งที่ได้ออกมาสัญญากับชาวนา ก็ไม่สามารถทำได้จริงตามที่พูด

จะว่าไปแล้วเปรียบเสมือนเป็นการล้มละลายทางเครดิต

และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการทำธุรกิจของเอกชน ที่จะไม่สามารถคิดถึงแต่การทำธุรกิจอย่างเดียว แต่จะต้องคิดถึงสังคมด้วย นับเป็นมิติใหม่ของประเทศไทย

ในที่สุดแล้ว ธนาคารทั้งสองแห่งจะไม่สามารถต้านทานกระแสสังคมได้ หากถูกถอนเงินฝากมากจนเกิดปัญหา ก็อาจจะต้องถอยและให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเอง

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ปัญหาเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากรัฐบาลโดยผู้รับผิดชอบการหาเงินให้กับชาวนาในโครงการนี้ตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น และมีการวางแผนล่วงหน้า เรื่องเล็กจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่จะสะท้านไปถึงแวดวงการเงินทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท