
สั่งตรวจเข้มนอมินีต่างชาติ
พาณิชย์เอาจริงหลังพบ61รายตุกติกธุรกิจอสังหาฯท่องเที่ยวบริการฮิตหนัก
พาณิชย์เอาจริงหลังพบ61รายตุกติกธุรกิจอสังหาฯท่องเที่ยวบริการฮิตหนัก
“พาณิชย์” ตรวจบริษัทไทย 61 ราย ส่อแววเป็นนอมินีให้ต่างชาติแอบทำธุรกิจ ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเชิงลึกด่วน
น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ได้ทำการตรวจสอบนิติบุคคลไทยที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นไม่ถึง 50% ไปแล้วจำนวน 2,300 ราย ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 61 ราย ที่เข้าข่ายมีคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ (นอมินี) เพื่อประกอบธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย
นิติบุคคลที่ตรวจพบว่า เข้าข่ายเป็นนอมินีเป็นบริษัทในกรุงเทพฯ 29 ราย และบริษัทที่จดทะเบียนในต่างจังหวัด 32 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซื้อที่ดิน การท่องเที่ยว และการบริการ
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสำนักงาน การประกอบธุรกิจ และเรียกให้กรรมการบริษัทมาชี้แจงข้อเท็จจริงและให้นำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา หากพบว่ามีการประกอบธุรกิจที่ห้ามคนต่างชาติทำโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 1 แสน1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งให้เลิกการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือเลิกการร่วมประกอบธุรกิจ หรือเลิกการถือหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วน หากไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับวันละ 15 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน
“การตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ที่มาใช้ให้คนไทยถือหุ้นแทนนั้น จะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากให้เกิดการเข้ามาเอารัดเอาเปรียบธุรกิจของคนไทย” น.ส.ผ่องพรรณ กล่าว
สำหรับการตรวจสอบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2556 ที่ผ่านมา ได้เน้นการตรวจสอบนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวเข้ามาถือหุ้น โดยเน้นกลุ่มธุรกิจที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ คือ กระบี่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และเชียงราย พบว่ามีนิติบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดเป็นนอมินี 14 ราย
ขณะที่การอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2543-31 ม.ค. 2557 มีทั้งสิ้น 3,663 ราย อันดับ 1 เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ เยอรมนี ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ อังกฤษ และสหรัฐ







