posttoday
มือปราบ กปปส. พล.ต.ท.วินัย ทองสอง

มือปราบ กปปส. พล.ต.ท.วินัย ทองสอง

16 กุมภาพันธ์ 2557

กำลังสำคัญของศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. ภายใต้การนำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

กันติพิชญ์ ใจบุญ/เอกชัย จั่นทอง

กำลังสำคัญของศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. ภายใต้การนำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการ ศรส. คงหนีไม่พ้นการใช้งาน “ตำรวจ” เพื่อเข้ามากดดัน เดินเกมทุกรูปแบบต่อกรกับมวลมหาประชาชนของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ขณะนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำก็กำลังจัดหนักเช่นกันเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ให้สำเร็จ

ไม้เด็ดอีกชิ้นของ ศรส.ที่หวังสำแดงเดชล่าสุด คือ หมายจับแกนนำผู้ชุมนุม กปปส. รวม 19 คน ตามข้อหากระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่ง “ตำรวจ” ได้รวบเบ็ดเสร็จไปแล้ว 1 ราย หลังจากที่ทีมสืบสวนสามารถจับกุม “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” เจ้าของสำนักข่าวทีนิวส์ หนึ่งในแกนนำที่ถูกออกหมายจับได้สำเร็จไปแล้วเมื่อห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ล่าสุด สนธิญาณได้รับการประกันในชั้นศาลอาญา โดยศาลตั้งเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาไปยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนการประกันได้

น่าสนใจว่า ทุกหมายจับอยู่ภายใต้การดูแลของ “บิ๊กนัย” พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) นายตำรวจมือดีที่ผ่านงานโชกโชนมาทุกรูปแบบ ซึ่งต้องเข้ามารับหน้าเสื่อไล่ล่าจับกุมแกนนำ กปปส. ตามหมายจับ เพื่อสนองรับคำสั่งของผู้อำนวยการ ศรส. ภายใต้แรงหนุนของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ขอให้ “บิ๊กนัย” ช่วยรับงานใหญ่ครั้งนี้

คล้อยหลังนับจากวันที่ 5 ก.พ. 2557 ที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ข้อหากระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พล.ต.ท.วินัย ก็เดินเกมเต็มสูบไล่ล่าเหล่าแกนนำมวลมหาประชาชน ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม และข้อกล่าวหาต่างๆ นานา ว่านายตำรวจคนนี้มีความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะ เจ้าตัวก็มีความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่จาก ดูไบอย่างชัดเจน เมื่อมีศักดิ์เป็นหลานเขยของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร คู่ชีวิตของศัตรู กปปส.

พล.ต.ท.วินัย เจียดเวลามานั่งคุยกับ “โพสต์ทูเดย์” ไขข้อข้องใจทุกคำถามที่สงสัยในตัวตน ให้ทุกคนได้รับรู้กัน

เริ่มจากเรื่องเผือกร้อน หมายจับ 19 แกนนำ กปปส.

“หมายนี้เอาจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะกังวลนะ เพราะฟังดูเป็นทางการมันน่ากลัว คือข้อหากระทำผิด พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง แต่จริงๆ ไม่มีอะไรเลย ผมต้องทำความเข้าใจอย่างนี้ก่อน หมายนี้ตำรวจเรียกว่า หมาย ฉ. หรืออีกนัยคือหมายเฉพาะกิจ มันไม่ใช่หมายจับคดีอาญา และทั้ง 19 คน ซึ่งตอนนี้เหลือ 18 ก็ไม่ใช่เหล่าอาชญากร สังคมต้องแยกแยะก่อน เพียงแต่เมื่อเป็นหมายจับ ตำรวจก็ต้องตาม จับกุมก็เท่านั้น ส่วนขั้นตอนต่อไปก็ต้องไปว่ากันที่กระบวนการยุติธรรม” พล.ต.ท.วินัย เปิดฉากเล่า

บิ๊กนัย บอกว่า สาเหตุที่ได้เข้ามาทำงานและรับผิดชอบงานด้านนี้ ต้องเล่าย้อนก่อนว่าตั้งแต่มีการชุมนุมดาวกระจายปิดกรุงเทพฯ ของ กปปส. เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ตั้งเวที 7 จุดปิดทั้งหมดตามที่สุเทพเดินเกม จากวันนั้นก็ทำหน้าที่ด้านสืบสวนหาข่าวมาโดยตลอด เพราะ พล.ต.อ.อดุลย์ ได้สั่งการมาแล้วให้ไปดูงานด้านนี้ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงกับผู้ชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องมือที่สาม

อีกทั้งที่ผ่านมาได้ผ่านงานด้านสืบสวนมาอย่างโชกโชนในชีวิตราชการ จึงมีความชำนาญอยู่พอตัวทำให้ ผบ.ตร.ไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะอย่าลืมว่าการข่าวมีการย้ำชัดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธ หรืออาจมีการนำพาอาวุธมาสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะการ์ดของ กปปส. ดังนั้น ก็ต้องหาข่าวเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปรามไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มีเหตุ รวมถึงความปลอดภัยของตำรวจเองด้วย และในห้วงนี้เองก็ให้จับตาดูพฤติกรรมความเป็นอยู่ของเหล่าบรรดาแกนนำเอาไว้

“เมื่อมาถึงวันที่มีหมายจับ หลังจากผมได้รับมอบคำสั่งก็เรียก ผู้กำกับการสืบสวนในกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, 2 และภาค 7 ซึ่งเป็นตำรวจที่ผมคุ้นเคยและเชื่อใจเคยทำงานร่วมกัน รวมทั้งหมด 25 นาย มาสั่งการแยกแยะให้ชัดเจนว่าใครจะตามใครบ้าง”

นายตำรวจที่กุมหมายจับ กปปส. เล่าอีกว่า ผู้กำกับการสืบสวนแต่ละนายก็ไประดมทีมมาเพื่อ “ตาม” แกนนำ กปปส. ตลอด 24 ชั่วโมง รวมแล้วใช้ตำรวจปฏิบัติการครั้งนี้ 250 นาย แบ่งเป็น 19 ชุดตาม 19 คน ใช้รถยนต์ตาม 2 คัน จักรยานยนต์แบ่งประกบอีก 2 คัน โดยทั้ง 19 คนจะพยายามไม่ให้คลาดสายตาเด็ดขาด และนอกจากชุดตามแกนนำแล้ว ยังมีชุดนอกเครื่องแบบที่ปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดเวทีต่างๆ เพื่อดูการเคลื่อนไหวของแกนนำที่มาเวที ดูจังหวะที่เหมาะสม หากองค์ประกอบครบแล้วก็จะเป็นคนสั่งการให้จับกุมทันที

บิ๊กนัย เล่าว่า จากที่ได้เฝ้ามาตลอดตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. ทำให้รู้หมดว่าแกนนำคนไหน ใครบ้าง มีพฤติกรรมอย่างไร ทำอะไร ตั้งแต่เช้ายันดึกก่อนเข้านอน พักที่ไหน

“ผมรู้หมดและรู้ทุกอย่าง กินข้าวกับใคร กินที่ไหน พักอยู่โรงแรมไหนบ้าง บอกได้เลยว่ามีโรงแรมดุสิตธานี โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล โรงแรมเมอร์เคียวแยกปทุมวัน หรือที่โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส”

องค์ประกอบที่ พล.ต.ท.วินัย วางเงื่อนไขในการจับกุมแกนนำและแนวร่วม กปปส. หลักๆ คือ ต้องไม่มีการปะทะ ต่อสู้กับการ์ดจนเสียเลือดเนื้อเด็ดขาด หากประเมินแล้วได้ไม่คุ้มเสีย ก็จะไม่จับกุม เพราะถือเป็นคำสั่งที่ชัดเจนจาก พล.ต.อ.อดุลย์ ที่ห้ามเด็ดขาดหากการจับกุมจะต้องปะทะกัน

“นั่นคือเหตุผลที่ทำไมตำรวจถึงยังไม่จับกุม เพราะการเคลื่อนไหวของแกนนำมีการ์ดของเขาประกบติดตลอด เมื่อเข้าไปยังเวทีชุมนุมเขาก็รู้ดีว่าตำรวจมาจับไม่ได้ เพราะมีผู้ชุมนุมเป็นกำแพงมนุษย์กั้นเอาไว้ หากตำรวจบุ่มบ่ามเข้าไปยื่นหมายขอจับกุมก็เข้าทางเขา ตำรวจก็กลายเป็นคนร้ายไปอีก อีกทั้งหากมีภาพเข้าไปปะทะยื้อยุดกันระหว่างตำรวจและการ์ดเพื่อเข้าไปจับกุม มันก็เป็นภาพที่ไม่สวยงาม สังคมก็จะตราหน้าตำรวจไปเติมเชื้อไฟให้การชุมนุมมันรุนแรงเข้าไป อย่างนั้นผมไม่เอาเด็ดขาด แต่ถ้าจังหวะได้เราก็ต้องจับกุมตามหน้าที่ เหมือนอย่างกรณีของต้อย สนธิญาณ”

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือ ต้อย ที่ พล.ต.ท.วินัย พูดถึง ถือเป็นคนแรกจาก 19 แกนนำ กปปส. ที่ถูกจับกุมตามหมายจับขณะที่เจ้าตัวรับประทานอาหารที่ห้างเซ็นทรัลพลาซา สาขาลาดพร้าว พล.ต.ท.วินัย กล่าวถึงการจับกุมครั้งนี้อย่างสบายใจ พร้อมบอกว่าไม่มีอะไรพิเศษมาก เพียงแต่ “จังหวะ” การเฝ้าตามของตำรวจมาพอเหมาะพอเจาะ เมื่อองค์ประกอบพร้อมอย่างที่กล่าวไว้ ตำรวจก็เข้าไปแสดงหมายจับและขอควบคุมตัวสนธิญาณทันที

“เรียบร้อยดีนะ ตอนนั้นผมไม่ได้ไปแต่ก็ได้รับรายงานตลอด ตำรวจที่เข้าไปจับกุมก็ให้เกียรติอย่างดี แสดงหมายให้สนธิญาณเห็นแล้วก็ให้กินข้าวต่อให้เสร็จ จะถูกออกหมายเพราะเรื่องการเมืองก็ว่ากันไป ตำรวจไม่เกี่ยวข้อง กินเสร็จแล้วก็ขอควบคุมตัว เขาเองก็ยินดีไม่มีพฤติกรรมขัดขืนอะไร ให้ความร่วมมือและยังบอกอีกว่าตำรวจปฏิบัติได้ดีให้เกียรติเขา ....ส่วนตัวผมกับต้อยก็รู้จักกันดี ในฐานะเพื่อนและในฐานะแหล่งข่าว ผมก็เคยให้สัมภาษณ์เขาเช่นกัน เขารู้ดีว่าผมทำอะไร และตัวเขาทำอะไร ดังนั้นการจับกุมก็ไม่มีปัญหา หลังจับกุมผมก็โทรศัพท์ไปหาเขา บอกไปว่าผมต้องทำตามหน้าที่นะ เข้าใจกันด้วย และบอกไปว่าจะไปเยี่ยมแน่นอน แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ไปเพราะงานรัดตัวจริงๆ แต่ยืนยันว่าคำไหนคำนั้น บอกจะไปเยี่ยมต้อยก่อนปล่อยตัวก็จะไปจริงๆ

นอกจากคดีหมายจับแกนนำ กปปส. ที่ พล.ต.ท.วินัย ต้องรับผิดชอบ ยังมีอีกคดีที่ “บิ๊กนัย” ต้องสำแดงฝีมือตามตัวผู้ก่อเหตุรื้อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของรั้วปทุมวันมาให้จงได้ หลังจากถูกกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) มาลูบคมสีกากีเข้ารื้อป้ายที่มีความหมายในใจของตำรวจทั่วประเทศออกไป เพราะถือว่าเป็นตำรวจที่รับใช้ทักษิณ หาใช่ประชาชนไม่

พล.ต.ท.วินัย พูดถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าจริงจังว่า ตอนนี้พิสูจน์ทราบตัวบุคคลก่อเหตุได้แล้ว และคดีคืบหน้าไปมาก ผู้ที่ก่อเหตุมีประมาณ 3040 คน ต้องดำเนินคดีทั้งหมด ที่รู้ชื่อก็จะออกหมายเรียก ที่ไม่รู้ชื่อแต่มีภาพปรากฏชัดก็จะออกหมายจับ แต่เรื่องนี้ถือว่าเล่นกันแรง มาทำขนาดนี้ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามีคนไปรื้อป้ายหน้าบ้านคุณบ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร จะมาบอกว่าเดี๋ยวทำให้ใหม่ ทำให้สวยงามยิ่งกว่าป้ายเก่าอีก ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็น มันไม่ใช่เรื่อง ตอนทำไม่คิด ทำเสร็จแล้วมาสำนึกมันไม่ถูกต้อง คนมีความรู้ มีความนึกคิดก็ต้องคิดก่อนว่าทำอะไรผลจะตามมาอย่างไร แต่ที่พูดใช่ว่าตำรวจจะไปทำอะไรนอกเกมนะ มันไม่ใช่ แต่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที”

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.วินัย ย้ำว่า ที่พูดมาใช่ว่าแกนนำจะเป็นคนร้ายแรงทั้งหมด หรือเป็นอาชญากรที่ไปทำความผิดอาญาร้ายแรง ดังนั้นสิ่งที่อยากจะสื่อคือตำรวจเข้าใจท่านดี แต่ท่านก็ต้องเข้าใจตำรวจด้วย รวมถึงมวลชนต้องเข้าใจการทำงานของตำรวจ เช่นกัน และที่สำคัญแกนนำต้องอย่าผลักดันให้ตำรวจเป็นศัตรู ของประชาชน มีเหตุรุนแรงก็กล่าวหาว่าตำรวจทำ ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท